Archive for September, 2008

เชิญเที่ยวงานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง อำเภอหลังสวน

Tuesday, September 30th, 2008

 

         

               วันที่  15-19  ตุลาคม  2551  นี้ อำเภอหลังสวน  จังหวัดชุมพร  จัดงานทำบุญออกพรรษาประเพณีแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธงชิงโล่ชิงถ้วยพระราชทาน หนึ่งเดียวในโลก  จัดขึ้นเป็นปีที่ 165  ของงานแห่พระแข่งเรือขึ้นโขนชิงธง  จึงขอเชิญชวนให้มาเที่ยวอำเภอหลังสวนในวันออกพรรษานี้

เอกลักษณ์การแข่งขันเรือยาวหลังสวน

การแข่งขันเรือยาวของหลังสวน นับว่าเป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพระไม่ได้ตัดสินการชนะหรือแพ้ที่หัวเรือลำใดลำหนึ่งถึงเส้นชัยก่อน เหมือนกับการแข่งขันเรือยาวที่มีอยู่ทั่วๆไป เรือแชมป์ของหลังสวนนั้นนอกจากจะมาจากความพร้อมเพรียงของฝีพายแล้วยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนายหัวเรือ และนายท้ายเรืออีกด้วย คือนายท้ายเรือจะต้องถือท้ายเรือให้ตรงๆ เพื่อให้นายหัวเรือขึ้นโขนไปคว้าธงที่ทุ่นเส้นชัย แม้ว่าเรือลำใดนำหน้าอยู่ก็ตาม หากนายหัวเรือขึ้นโขนและคว้าธงผิด หรือคว้าธงไม่ได้ ก็จะเป็นฝ่ายที่แพ้ไป หรือคว้าธงได้แต่นายหัวเรือตกน้ำเสียก่อน หรือเรือล่ม ก่อนที่ท้ายเรือจะพ้นกระบอกธง ก็ถือว่าเป็นแพ้ เพราะฉะนั้นความเร็วของเรือจึงไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดของความเป็นผู้ชนะแต่อย่างใด นายหัวเรือจะต้องกะจังหวะขึ้นโขน และจะต้องขึ้นไปให้สุดปลายโขน เพื่อความได้เปรียบในการจับธง นายหัวเรือลำใดจังธงได้ เรือลำนั้นเป็นผู้ชนะในเที่ยวนั้น แต่ถ้าความเร็วของเรือคู่คี่กัน นายหัวเรือจับธงได้พร้อมๆกัน และได้ธงไปลำละท่อน ถือว่า เสมอกัน ในเที่ยวนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การขึ้นโขนชิงธง จึงเป็นทั้ง ศาสตร์ และศิลป์ ที่จะหาดูได้เฉพาะที่สนามแข่งขันเรืออำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

แสงนภา  สุทธิภาค  ศูนย์ข่าวภาคใต้  รายงาน

ข่าวโศรกนาฏกรรมชาวอินเดีย

Tuesday, September 30th, 2008

“อินเดีย” เหยีบบกันตายเกือบ 200 ศพ ช่วงเทศกาลบูชาเทพเจ้าฮินดู บาดเจ็บอีกว่าร้อย

โศกนาฏกรรมสลดนักแสวงบุญชาวอินเดียนับหมื่นแห่บูชาเทพเจ้าฮินดูวัดเก่าแก่จามเทวี เมืองโยธาปุระ เกิดกำแพงถล่มทับหนีโกลาหล เหยียบกันตาย 177 ราย เจ็บอีกนับร้อย ส่วนใหญ่เป็นชาย เผย ส.ค.ที่ผ่านมาเพิ่งเหยียบกันดับ 145 ราย ระหว่างทำบุญวัดนัยนาเทวีรัฐหิมาจัลประเทศ


สำนักข่าวเอพีรายงานว่า เกิดเหตุนักแสวงบุญชาวอินเดียเหยียบกันตายเมื่อวันที่ 30 กันยายน ขณะที่นักแสวงบุญเหล่านี้กำลังไปแสวงบุญที่วัดจามเทวี วัดฮินดู ที่ตั้งอยู่บนยอดของป้อมมเหรังคหะ  วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ที่เมืองโยธาปุระ ห่างจากเมืองชัยปุระ เมืองเอกของรัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 180 กิโลเมตร
 
เจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดียเปิดเผยว่า เหตุเหยียบกันดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 177 คน และบาดเจ็บกว่าร้อยคน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียเสียชีวิตระหว่างถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลและคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก โดยขณะเกิดเหตุมีนักแสวงบุญคราคร่ำเต็มวัดกว่า 12,000 คน
 
ข่าวระบุว่า เบื้องต้นรายงานแจ้งว่าสาเหตุของการเหยียบกันตายเกิดขึ้นเพราะมีข่าวลือสะพัดในหมู่นักแสวงบุญว่าเกิดระเบิดขึ้น แต่ทางวัดได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว และว่าสาเหตุจริงๆเกิดขึ้นเพราะทางขึ้นวัดที่ลาดชันเกินไป ขณะที่ผู้อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยว่า ทางวัดได้ปิดทางเข้าวัดส่วนหนึ่งเอาไว้ ทำให้นักแสวงบุญที่ออกันอยู่บริเวณกล่าวและทำให้กำแพงพังถล่มลงมาจนเกิดเหตุโกลาหล โดยมีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่เข้าคิวอยู่และผู้หญิงแยกไปอยู่อีกที่หนึ่ง ขณะที่สถานีโทรทัศน์อินเดียได้เผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิตที่นอนตายอยู่หลายสิบคน และมีคนช่วยกันปั๊มหัวใจขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีภาพของเด็กที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างศพของแม่
 
ทั้งนี้ ชาวอินเดียจำนวนมากเดินทางไปบูชาเทพเจ้าฮินดูที่วัดในช่วงงานเทศกาลที่มีขึ้นเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน โดยวัดจามเทวีแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองโยธาปุระ ซึ่งหากขึ้นไปที่วัดแห่งนี้แล้วมองลงมาจะเห็นเมืองโยธาปุระเป็นสีม่วงสวยงาม
 
สำหรับเหตุเหยียบกันตายในอินเดียเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากจะมีนักแสวงบุญจำนวนมากจะพากันเข้าไปในวัดซึ่งมีพื้นที่คับแคบตามงานเทศกาลแต่ละครั้ง และมักจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมการเหยียบกันตายเหมือนกับครั้งนี้ โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่งจะเกิดเหตุนักแสวงบุญเหยียบกันตายไป 145 คนที่วัดนัยนาเทวี รัฐหิมาจัลประเทศ บนเทือกเขาตอนเหนือของประเทศอินเดีย จากเหตุตื่นตระหนกเพราะได้ยินข่าวลือว่าหิมะถล่มบนภูเขา โดยเหยื่อที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็ก
 นอกจากนี้ เมื่อปี 2548 ยังเกิดเหตุเหยียบกันตายขึ้นใกล้กับวัดแห่งหนึ่งที่รัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 265 คน

 

ข่าวเตือนภัยน้ำท่วม

Tuesday, September 30th, 2008

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าววันนี้ (30 ก.ย.) ว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า พายุโซนร้อน “เมขลา” มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแนว จ.นครพนม ที่จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่วนภาคอื่นๆ นั้น จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไปอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวต่อว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนดังกล่าว ปภ. ขอเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณลาดเชิงเขา ที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำและใกล้ทางน้ำไหลในพื้นที่ 24 จังหวัดเสี่ยงภัย ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ หนองคาย สกลนคร อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรีและตราด ให้ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่มขึ้นในระหว่างวันที่ 30 ก.ย. ถึงวันที่ 2 ต.ค.นี้

ศูนย์ข่าวภาคกลาง สุพรรณเศร้าสูญเสียพี่จารึกนักข่าวมือดีตงฉิน

Monday, September 29th, 2008

พี่น้องสื่อมวลชนสุพรรณบุรีเศร้าหลังสูญเสียนายจารึก รังเจริญ อายุ45ปี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ที่ถูกมือปืนยิงเสียชีวิตในซอยเข้าบ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลดอนเจดีย์ ริมถนนสายดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี ใกล้กับโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา เมื่อวันที่27ก.ย.51 เวลา 19.30 น.

น.ส.ชื่นจิตต์ รังเจริญ น้องสาวผู้ตาย เปิดเผยว่าสาเหตุของการเสียชีวิตน่าจะมาจากการนำเสนอข่าว 3 ประเด็นคือ การนำเสนอข่าวชาวบ้านในเขต ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ต่อต้านโรงงานผลิตเอทธานอล ที่ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนและเกิดมลพิษโดยเฉพาะกลิ่นและน้ำเสีย กระทั่งทำให้โรงงานถูกสั่งปิดเพื่อตรวจสอบและแก้ไขหลายครั้ง การเสนอข่าวการทุจริตเรียกรับเงินการบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานข้าราชการท้องถิ่นในเขต จ.สุพรรณบุรี  โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.)ในเขต จ.สุพรรณบุรี หลายแห่ง มีการเปิดบรรจุพนักงานข้าราชการใหม่ โดยขอใช้บัญชีรายชื่อการสอบบรรจุพนักงานข้าราชการจากเทศบาลตำบลแก่งเสี้ยน จ.นครปฐม ซึ่งมีการนำเสนอว่ามีการเรียกรับเงินวิ่งเต้นเพื่อให้ได้บรรจุเป็นพนักงานข้าราชการในเขต จ.สุพรรณบุรี โดยเรื่องมีมูลและมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงข้าราชการระดับสูง และผู้บริหารสภาท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงการตั้งกรรมการสอบคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกพนักงานข้าราชการท้องถิ่น และการนำเสนอข่าว อปท.หลายแห่งใช้เงินงบประมาณท้องถิ่นคุ้มค่า หรือทุจริตเงินงบประมาณท้องถิ่นในโครงการต่าง ๆ เช่น การนำเสนอข่าวนำเงินงบประมาณท้องถิ่นไปทัวร์ต่างประเทศโดยอ้างไปศึกษาดูงาน  โดยหลักฐานสำคัญที่จะไขไปสู่ข้อเท็จจริงคือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่พี่ชายตนบันทึกเนื้อหาข่าวสาร และบันทึกส่วนตัวไว้และเคยบอกว่าหากถูกยิงตาย ให้ตรวจสอบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ตายรู้ตัวว่าจะมีการลอบสังหารตัวเอง  ซึ่งตนจะมอบให้แก่ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สุพรรณบุรี เพื่อนำไปตรวจสอบ

ล่าสุดเมื่อวานนี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางมาติดตามคดีที่ สภ.ดอนเจดีย์ โดยมีนายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พล.ต.ต.ปราโมทย์ ไทรหอมหวล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี และคณะ ร่วมหารือ
พ.ต.อ.เกรียงไกร วุฒิพานิช ผู้กำกับการ สภ.ดอนเจดีย์ ได้รายงานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากนั้น พล.ต.อ.จงรัก ได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ พร้อมเปิดเผยว่า มาซักไซ้ไล่เรียงดูประเด็น ซึ่งตั้งประเด็นกว้างๆ ไว้และหาพยานหลักฐานมาตรวจสอบ เพื่อตัดทิ้งทีละประเด็น สรุปได้ว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ในการนำเสนอข่าวการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจไปขัดแย้งกับผู้หนึ่งผู้ใด จึงมอบหมายให้ พล.ต.ต.ปราโมทย์ ระดมกำลังสืบสวนพื้นที่ พร้อมสืบสวนภาค 7 ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว รับรองไม่เป็นมวยล้ม ซึ่งขอความร่วมมือสื่อมวลชนในพื้นที่ที่รู้จักมักคุ้นกับผู้ตาย ให้ความร่วมมือกับตำรวจ เพราะผู้ตายอาจสนิทสนมกับใครและเล่าอะไรให้ฟัง ถ้ามีเบาะแสอย่างไรให้แจ้งโดยตรงที่ พล.ต.ต.ปราโมทย์ ส่วนสวัสดิภาพของสื่อมวลชนในสุพรรณบุรี ตนเองได้กำชับ พล.ต.ต.ปราโมทย์ ให้พูดคุยกับผู้สื่อข่าว ว่ามีใครที่คิดว่าตนเองจะถูกปองร้ายหรือมีปัญหากับใคร ตำรวจพร้อมให้ความคุ้มครอง แต่เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ขอให้สื่อมวลชนในสุพรรณบุรีไม่ต้องห่วง
ด้าน พล.ต.ต.ปราโมทย์ กล่าวว่า ได้ตั้ง พ.ต.อ.วีระ บุตรโพธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนติดตามคนร้าย ร่วมกับชุดสืบสวนภาค 7 สำหรับแนวทางสืบสวนสอบสวนทราบว่านายจารึก เสนอข่าวเชิงเจาะลึกพาดพิงหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ทำให้มีการฟ้องร้องกันอยู่ ต้องตรวจสอบว่ามีปัญหากับองค์กรท้องถิ่นไหนบ้าง จากนั้นค่อยมาเรียบเรียงว่าเรื่องไหนจะเป็นประเด็นหลักในการถูกสังหาร เบื้องต้นได้สอบภรรยาทั้ง 3 คนของผู้ตาย แต่ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เนื่องจากผู้ตายไม่เคยเล่าถึงปัญหาส่วนตัวให้ฟัง เพราะเกรงทางบ้านจะไม่สบายใจ มีเพียง น.ส.ชื่นจิต รังเจริญ น้องสาวผู้ตายเท่านั้น ที่พอจะทราบถึงปัญหาของพี่ชาย ซึ่งระบุว่าปัญหาเรื่องการนำเสนอข่าว

โดยจะมีการสวดพระอภิธรรมจนถึงคืนวันที่ 1 ต.ค. และจะมีพิธีฌาปนกิจวันที่ 2 ต.ค.ที่วัดดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี

สื่อชุมชนแห่งชาติขอสดุดีการทำหน้าที่นักข่าวเพื่อพี่น้องประชาชนเพื่อชาติและจะร่วมสืบทอดอุดมการณ์ต่อไป

พัฒนาประเทศชาติต้องเริ่มต้นที่การศึกษา

Sunday, September 28th, 2008

         

วิทยากรทั้ง 2 ท่าน

สาระการเรียนรู้

 

กรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 ชุมพร

           วันที่  27  กันยายน  2551  คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา  ชุมพร  สุราษฎร์ธานี  นครศรีธรรมราช  พัทลุงและสงขลา  มีการจัดสัมมนาคณะกรรมการเขตการศึกษาร่วมกันที่  โรงแรมบีพีสมิหลา บีช  อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ  เรียนรู้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ.ในการดำเนินงานขององค์คณะบุคคลและการมีส่วนร่วม  รวมถึงการเรียนรู้บทบาทหน้าที่ และจัดทำกลยุทธในการปฎิบัติงานของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาให้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งงานนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเป็นเกียรติในพิธีเปิดและมีวิทยากรผู้ให้ความรู้  คือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุนันท์  เทพศรี  และรศ.ดร.สุพักตร์  พิบูลย์  ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประมาณ  180  คน  จาก  5  จังหวัด  14  เขต 
         งานนี้คาดว่าถ้าคณะกรรมการเขตโดยคณะองค์บุคคลปฎิบัติงานจริงจังตามที่ได้วางยุทธศาสตร์น่วมกัน  การศึกษาของประเทศชาติคงพัฒนาไปไกลกว่านี้

แสงนภา  สุทธิภาค  ศูนย์ข่าวภาคใต้รายงาน 

แถลงการณ์สมัชชาคนจน เรื่อง ขอคัดค้านแนวคิดให้มีการเช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อการท่องเที่ยว

Thursday, September 25th, 2008

สืบเนื่องมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าในเครือข่ายปัญหาของสมัชชาคน มีมากกว่า ๑๒๐ เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องการประกาศอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ที่อยู่อาศัยและทำกินอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ดังกล่าว และปัญหาเรื่องการรับรองสิทธิของการอยู่ก่อนควรได้สิทธินั้น รวมถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อุทยานร่วมกับชุมชน กลับไม่ได้รับตอบสนองจากการจัดการอุทยาน และเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

      ดังนั้นการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หลายแห่งทั้งบนเขาและทะเล มีส่วนในการทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ซึ่งได้รับรองสิทธิเหล่านั้นไว้แล้วในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้รับรองสิทธิทั้งหมด จึงเห็นว่าการประกาศอุทยานแห่งชาติที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ทำกิน และบางแห่งเป็นเพราะชาวบ้านร่วมกันอนุรักษ์พื้นที่ไว้จึงยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่จนถึงปัจจุบัน

      หลักการประกาศอุทยานแห่งชาติ เพื่ออนุรักษ์พื้นทีไว้สำหรับที่เป็นแหล่งธรรมชาติ แหล่งศึกษาวิจัยและเพื่อการนันทนาการ ตามหลักการจัดการอุทยาน แต่การนำอุทยานแห่งชาติไปส่งเสริมการท่องเที่ยว เพียงเพื่อรองรับงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการเพียงเล็กน้อย เป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ ตามหลักการและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ แต่การจัดการอุทยานแห่งชาติ โดยให้เอกชนเช่าเพื่อประกอบกิจการบ้านพัก และทำธุรกิจ ในอุทยานแห่งชาติ ถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับหลักการจัดการอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว

      เครือข่ายปัญหาป่า สมัชชาคนจน ที่ได้รับผลกระทบอยู่ในปัจจุบัน เห็นว่า การประกาศอุทยานแห่งชาติและขับไล่ชาวบ้านออกจากป่า จนนำไปสู่ความขัดแย้งปัจจุบัน แล้วกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวนโยบาย นำที่ป่าอนุรักษ์ไปให้เอกชนเช่าที่ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่เห็นด้วยโดยเด็ดขาด จึงมีข้อเรียกร้องดังนี้

๑.   ให้ยกเลิกแนวคิดดังกล่าวโดยเด็ดขาด เพราะขัดต่อหลักกฎหมาย

๒.   ยุติการดำเนินการที่เกี่ยวกับการจัดการที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หรือจะดำเนินการต่อไป เกี่ยวกับการเช่าพื้นที่ดังกล่าว

๓.   ขอเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หันกลับมาส่งเสริมการดูแลร่วมกันระหว่างอุทยานแห่งชาติกับชาวบ้านในพื้นที่

       ข้อเรียกร้องดังกล่าว สมัชชาคนจนจะติดตามอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้การปฏิบัติทีถูกต้องต่อไป

ด้วยจิตคารวะ

กองเลขาสมัชชาคนจน

๒๔ กันยายน ๒๕๕๑

ศูนย์ข่าวภาคกลาง เทศกาลกินเจเริ่มล้างท้องแล้ว 齋

Thursday, September 25th, 2008

 

เทศกาลกินเจใกล้จะถึงแล้ว ชาวอำเภอหนองหญ้าไซเชื้อสายจีน เริ่มงดอาหารที่เป็นสิ่งมีชีวิต วันนี้เป็นวันแรกเพื่อละเว้นชีวิต และขอเชิญละเว้นชีวิตในเทศกาลกินเจปีนี้

ศูนย์ข่าวภาคกลาง สุพรรณเตือนงดบริโภค”ปูอัดปลอมยี่ห้อไคเซน”

Thursday, September 25th, 2008

นายแพทย์สุรินทร์ ประสิทธิ์หิรัญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ปูอัดตราไคเซน ซึ่งมีผู้บริโภคแล้วเกิดอาการท้องเสีย และพบว่าบรรจุภัณฑ์ ไม่ได้ระบุสถานที่ผลิต แต่ระบุเพียงเลขสารบบอาหารที่ 75-2-00145-2-0018 ซึ่งเลข 75 แสดงถึงจังหวัดสมุทรสงคราม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่จากข้อมูลบรรจุภัณฑ์ระบุชื่อผู้จำหน่าย บริษัท เอส เค ฟู้ด จำกัด สาขาบางพลี ซึ่งน่าจะเป็นอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคควรงดการบริโภคปูอัดยี่ห้อดังกล่าว เนื่องจากเป็นอาหารปลอมไม่ปลอดภัยในการบริโภค และหากพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา:ข่าวท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ อบต.วังทรายพูนเรียกประชุมสภาครั้งแรก ปราศจากการร้องเรียนการเลือกตั้ง

Wednesday, September 24th, 2008

วันที่ 24 กันยายน 2551 นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ นายอำเภอวังทรายพูนเปิดเผยว่าตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังทรายพูนได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา อบต.วังทรายพูนจำนวน 13 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิก อบต.วังทรายพูนจำนวน 26 คนแล้ว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551

ดังนั้นอำเภอวังทรายพูนจึงเรียกประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังทรายพูนครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯและเลขานุการสภาฯตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ..2547 ข้อ 13 ในวันที่ 30 กันยายน 2551 เวลา 09.30 . ณ ห้องประชุมที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลวังทรายพูน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากรับรองการเลือกตั้งสมาชิก อบต.วังทรายพูนโดยไม่มีเรื่องร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้งแต่อย่างใดแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งยังได้มีมติประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารที่มีการเลือกตั้งที่ได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการประกาศผลการเลือกตั้ง ได้แก่ อบต.ทับคล้อ 23 คน อบต.บึงบัว 27 คน อบต.วังโมกข์ 21 คน อบต.รังนก 25 คนและ อบต.สามง่าม 28 คนอีกด้วย

เดินเครื่องเต็มสูบ

Wednesday, September 24th, 2008

             

             

             

              

            วันที่  24  กันยายน  2551  ณ.ศาลาวัดปังหวาน  อ.พะโต๊ะ  จ.ชุมพร  สภาองค์กรชุมชน  จังหวัดชุมพร  เริ่มต้นเดินเครื่องเต็มสูบเพื่อให้งานสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลเป็นจริงมากยิ่งขึ้น  หลังจากที่ผลักดันการเรียนรู้สภาองค์กรชุมชน  มีกระบวนการทำความเข้าใจ พรบ.  จดแจ้งและเปิดสภาของแต่ละตำบลแล้ว  มีการเปิดเวทีประชุมสภา จ.ชุมพร  หลังจากนั้นก็มีการผลักดันให้แต่ละพื้นที่จัดทำแผนงานตำบลโดยกระบวนการมีส่วนร่วมและการบูรณาการแผนร่วมกับท้องที่และท้องถิ่น

           จังหวัดชุมพรเริ่มต้นที่  ตำบลปังหวาน  “นายประจักษ์  เสนาะ”  ประธานสภา  ยืนยันถึงหลักการที่องค์กรภาคประชาชนจะสามารถกำหนดทิศทางงานพัฒนาชุมชนเอง  โดยประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น  ส่วนนายนิรุทธิ์  มีพัฒน์  เลขาสภาองค์กรชุมชนตำบลปังหวาน  ยินดีกับแนวคิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้านจริงๆ  ซึ่งตำบลปังหวานมีแผนงานโครงการที่จะขับเคลื่อนตำบลไปพร้อมๆกับภาคี  คือ  พัฒนาศักยภาพคน/องค์กร  จัดการสวัสดิการชุมชน  กองทุนชุมชน  วิสาหิจชุมชน  เกษตร-ทรัพยากรและการจัดการที่ดิน  ซึ่งแผนงานโครงการเหล่านี้จะตอบสนองความเข้มแข็งและชีวิตคุณภาพของคนปังหวานเอง

แสงนภา  สุทธิภาค  ศูนย์ข่าวภาคใต้รายงาน

ข่าวภาคใต้ ยาเสพติด

Wednesday, September 24th, 2008

ศตส.จ.ภูเก็ตสนองนโยบายรัฐบาล จัดทำระบบฐานข้อมูล MIS และ GIS หาแหล่งข้อมูลด้านยาเสพติด (24/9/2008)

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 24 ก.ย. 51 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายนิรันดร์  กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ศตส.จ.ภก. โดยมี พ.ต.อ. ปวีณ  พงศ์สิรินทร์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และคณะกรรมการจากส่วนราชการในจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วม
            สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญในเรื่องเพื่อทราบ มีการสรุปผลการประชุมโต๊ะข่าวยาเสพติดด้านการปราบปราม, สรุปผลการประชุมโต๊ะข่าวยาเสพติดด้านการบำบัดรักษา, การเร่งรัดดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนปฏิบัติการฯ รวมถึงการจัดทำระบบฐานข้อมูล MIS และ GIS

           ซึ่งในส่วนของการสรุปผลการประชุมโต๊ะข่าวยาเสพติดนั้น สถานการณ์ปัญหาการค้ายาเสพติดมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น พบว่ามีนักค้ายาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีนำยาบ้าเข้ามาในพื้นที่โดยมีการนำยามาพักในพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ และที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือยาบ้าจากภาคเหนือ นอกจากนี้ในส่วนของผู้ต้องขังเข้าใหม่คดียาเสพติดมีจำนวน 61 คน ส่วนสถิติการจับกุมเดือนสิงหาคม 2551 จับกุมได้ 119 ราย 154 คน ของกลางยาบ้า 4,128 เม็ด รวมถึงมีหมายจับยาเสพติดรายสำคัญ 10 หมาย จับกุมแล้ว 8 รายและหมายจับชุดที่ 2 50 รายจับกุมแล้ว 23 ราย สำหรับการดำเนินการในช่วง 90 วันหลัง (กรกฎาคม-กันยายน 2551) มีเป้าหมายนักค้ารายสำคัญ 1 เป้าหมายจับกุมแล้ว 1 ราย นักค้ารายย่อย 30 เป้าหมาย จับกุมแล้ว 83 ราย นักค้ายาเสพติดตามหมายจับ 3 เป้าหมาย จับกุมแล้ว 14 ราย ตรวจสอบทรัพย์สิน 1 เป้าหมาย ดำเนินการแล้ว 1 ราย และดำเนินการตามหนังสือร้องเรียน 3 เป้าหมาย ดำเนินการแล้ว 7 ราย
            นอกจากนี้ในส่วนของการจัดทำระบบฐานข้อมูล MIS และ GIS นั้น ฝ่ายอำนวยการ ศตส. จ.ภก. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขประจำปีงบประมาณ 2551 ในการดำเนินการดครงการจัดทำฐานข้อมูลยาเสพติดสู่ระดับครัวเรือนในชุมชนเพื่อจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้สามารถใช้ประโยชน์ในด้านการจัดระเบียบสังคมและการปราบปรามตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นการจัดเก็บรวมข้อมูลสถานบริการ/สถานบันเทิง ร้านอาหาร สถานท่จำหน่ายสุราที่เป็นพื้นที่เสี่ยง โรงแรม ร้านค้าของเก่า โต๊ะสนุกเกอร์ ร้านเกมส์/อินเตอร์เน็ต  ร้านคาราโอเกะ หอพัก/ที่พักเชิงพาณิชย์  พื้นที่สาธารณะแหล่งมั่วสุมของเด็กเยาวชนและสถานประกอบการ

ข้อมูลจาก ::   เสงี่ยม เอียดตน  ส.ปชส.ภูเก็ต  วันที่ ::  24/9/2551

ข่าวภาคอีสาน เศรษฐกิจไทย-ลาว-จีน-เวียดนาม

Wednesday, September 24th, 2008

จังหวัดนครพนม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมมือและส่งเสริมด้านการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (24/9/2008)

 จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่าเมืองน่าอยู่ คู่สัมพันธ์อินโดจีน จึงมีนโยบายในการสร้างความสัมพันธ์ กับประเทศเพื่อนบ้าน ตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแอ๊คเม๊กส์( ACMECS)  คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารรัฐสังคมนิยมเวียตนาม ประกอบด้วย3ประเทศ8จังหวัด คือ จ.นครพนม สกลนคร หนองคาย ราชอาณาจักรไทย, แขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว,จังหวัดเงอาน จังหวัดฮาติงและจังหวัดกวางบิงห์แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนาม เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยยึดหลักแบ่งปันผลประโยชน์ตามนโยบายความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างประเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2549ที่ผ่านมา จังหวัดนครพนมได้ร่วมมือส่งเสริมวิชาการด้านการเกษตรในแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในการจัดอบรมศึกษาดูงานการปลูกพืชและร่วมผลิตสินค้าเกษตรแบบมีข้อตกลงซื้อ-ขาย ได้แก่ การปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ ทางการเกษตร และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างจังหวัดนครพนมและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จังหวัดนครพนม จึงได้จัดประชุมสัมมนา ความร่วมมือทางการเกษตรระหว่างจังหวัดนครพนมแห่งราชอาณาจักรไทย กับแขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขึ้น(วันนี้24กย.51) ณ ห้องยูงทอง โรงแรมนครพนมริเวอร์วิว จ.นครพนมโดย นายบุญสนอง บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  เป็นประธานเปิดการสัมมนา มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ภาครัฐของไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แขวงคำม่วน นำโดย ท่าน ดร.เตียน วันนะสุก หัวหน้าแผนกสิกรรมและป่าไม้ แขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ นำโดย ท่าน บัวลี  ดวงมะนี แผนก กสิกรรมและป่าไม้ แขวงบอลิคำไซ พร้อมด้วยภาคเอกชนไทย  รวมจำนวนทั้งสิ้น70 คน  การจัดประชุมสัมมนาความร่วมมือทางการเกษตร ระหว่างจังหวัดนครพนมแห่งราชอาณาจักรไทย กับแขวงคำม่วน และแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการด้านการเกษตร และเทคโนโลยีการเกษตร พร้อมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านวิชาการ และความร่วมมือผลิตสินค้าแบบมีสัญญา ตลอดจนการศึกษาดูงาน การขยายพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืช ในพื้นที่ จ.นครพนม และจ.สกลนคร ระหว่างวันที่ 24 26 กันยายน 2551 

ข้อมูลจาก ::   วีระศักดิ์ ศุภวงศ์ชัย  สวท. นครพนม  วันที่ ::  24/9/2551

ข่าวภาคอีสาน เศรษฐกิจพอเพียง

Wednesday, September 24th, 2008

ผวจ.อุดรธานี ตรวจติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอเมืองอุดรธานี (24/9/2008)

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี แนะการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เพียงแค่การหารายได้ลดรายจ่าย แต่เป็นเรื่องของการรู้ใช้ และการออม พร้อมแนะหลักธรรมะที่ใช้ในการดำเนินอย่างเพียงพอ

 

ในการออกตรวจติดตามการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 20  ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายประจำปีงบประมาณ 2551  ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงยืน  อำเภอเมืองอุดรธานี  เช้าวันนี้ ( 24 ก.ย.51 ) นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  รศ.ปิยะกุล  เลาวัณย์ศิริ  นายกเหล่ากาชาดจังวัดอุดรธานี และคณะกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดอุดรธานี  ได้ร่วมรับฟังการแสดงสัมโมทนียกถา  จากท่านพระมหาวิเชียร ธัมมโชโต รักษาการเจ้าอาวาสวัดธาตุมังคลราม รักษาการเจ้าคณะตำบลเชียงยืน เขต 2 โดยสรุปใจความว่า การดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง  ไม่ประมาท พอประมาณ การมีเหตุผล  มีภูมิคุ้มกัน  ภายใต้หลักคุณธรรมซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มีสติปัญญา จากนั้นเป็นการจัดเสวนาเศรษฐกิจพอเพียงที่ยั่งยืน โดยนายแสนหมั่น  อินทรไชยา  คนพอเพียงระดับประเทศ  นายประยงค์  ใจเย็น คนพอเพียงตำบลเชียงยืน  นายอภิสิทธิ์  ชิดชอบ  ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเชียงยืน  โดยมีนายพรพิทักษ์  แม้นศิริ  ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีดำเนินรายการ 
          จากนั้นนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี  ทำการมอบถุงยังชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส  คนชรา คนพิการ และนักเรียนยากจน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี มอบเกียรติบัตรคนพอเพียง มอบเกียรติบัตรการประกวดเรียงความ มอบพันธุ์ปลา พันธุ์ไม้ และโคแก่เกษตรกรตัวอย่าง  และกล่าวพบปะประชาชนที่มาร่วมงาน และเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตั้งเป็นจุดเรียนรู้ชุมชน ของนายประยงค์  ใจเป็น  ที่บ้านหนองตอ หมู่ที่ 5 ตำบลเชียงยืน
          นายสุพจน์  เลาวัณย์ศิริ  ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  กล่าวว่า   การดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการขยันหา  แต่รวมถึงการรู้จักใช้ รู้จักออม การดำเนินชีวิตตามหลักการเดินทางสายกลางไม่ตึงและไม่หย่อนเกินไป  พร้อมแนะหลักอิทธิบาท 4 ในการครองตน คือฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ วิมังสา

ข้อมูลจาก ::   ศรีภูมิ มุลชาภิรมย์  ส.ปชส.อุดรธานี

ศูนย์ข่าวภาคกลาง หอการค้าสุพรรณแนะทำปุ๋ยอินทรีย์ลดต้นทุนชาวนา

Wednesday, September 24th, 2008

นายประสาร เรืองสุขอุดม ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า จากวิสัยทัศน์จังหวัดสุพรรณบุรีที่มุ่งเน้นให้เป็นจังหวัดชั้นนำในด้านแหล่งผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐานสู่สากล โดยการมีทรัพยากรและพื้นที่เหมาะสมในการผลิตด้านการเกษตรที่หลากหลายมีสินค้าเกษตรเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ข้าว” สุพรรณบุรีจึงพยายามที่จะขยายฐานการเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็นครัวโลกให้ได้

ปัจจุบันแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตรของเกษตรกรสุพรรณบุรีต่างประสบกับปัญหากับต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวกับราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้นไปด้วย อาจจะกล่าวได้ว่าเกษตรกรบางรายที่มีทุนทรัพย์ในการลงทุนน้อยต่างต้องสูญเสียไปกับค่าใช้จ่ายสิ่งที่ต้องมาสนับสนุนการเกษตรทั้ง เครื่องมือการเกษตรสมัยใหม่ ยาฆ่าแมลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมี ซึ่งราคาในท้องตลาดทุกวันนี้ถ้าเทียบกันตันต่อตันระหว่างราคาข้าวเปลือกกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีจะมีราคาที่แพงกว่าด้วยซ้ำไป ที่ผ่านมาเกษตรกรต่างรู้ดีแต่ต้องยอมรับสภาพเพราะไม่มีทางเลือก

“สุพรรณบุรีมีความพร้อมทั้งหน่วยงานด้านเกษตรและการพัฒนาฝีมืออาชีพด้านต่างๆมากมาย น่าจะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรให้หันมาบริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็น การสอนให้รู้จักวิธีการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ในครัวเรือนแบบชนิดที่ว่าสอนกันตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการกลายมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถใช้ได้จริง คาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องราคาผลิตภัณฑ์เกษตรว่าจะขึ้นลงอย่างไรเพราะเรามีต้นทุนที่ต่ำมากๆประกอบกับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของสุพรรณบุรีก็จะกลายเป็นสินค้าปลอดสารพิษอีกด้วย” นายประสาร กล่าว

ศูนย์ข่าวภาคกลาง เต็นท์รถมือสองสุพรรณบุรีอ่วมวิกฤติน้ำมันแพง ขายไม่ได้กำไรก็ต้องขายเพราะทุนจม

Wednesday, September 24th, 2008

นายวิเชียร เพิ่มพูน เจ้าของเต็นท์รถมือสอง อู่วิเชียร ตั้งอยู่ริมถนนเลี่ยงเมือง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เปืดเผยว่า ในช่วงเศรษฐกิจขาลงและประกอบกับถูกภาวะน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้ทุกสาขาอาชีพต้องเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบกิจการรถมือสองต่างต้องได้รับผลกระทบเต็มๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้เต๊นท์รถยนต์บางแห่งยอมขายในราคาที่ถูกมากๆทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีกำไรแต่ก็ต้องยอม ที่ผ่านมาเต๊นท์รถยนต์มือสองโดยเฉพาะรถยนต์ปิคอัพจอดขายเป็นเดือนๆแต่ก็ไม่สามารถขายได้ บางรายได้ขายออกในราคาทุนก็ถือว่าโชคดีแต่บางรายต้องควักเนื้ออีกคันละ 3-4 หมื่นบาท ด้วยเหตุที่รถยนต์ปิคอัพมือสองที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลราคาลดลงมากและโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ 4 ประตู ขายแทบไม่ได้เลย เพราะประชาชนส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจและสั่งจองรถยนต์เก๋งมือสองที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน เพื่อนำไปดัดแปลงติดตั้งระบบพลังงานเชื้อเพลิงเป็นแก๊สแอลพีจี และก๊าซเอ็นจีวี จึงทำให้ราคารถยนต์เก๋งขายดีมากๆแต่ก็จะต้องนำกำไรที่ได้จากการขายรถเก๋งไปชดเชยจ่ายดอกเบี้ยรถยนต์ปิคอัพที่จอดขายไม่ออก

“นอกจากนี้ บริษัทไฟแนนซ์ต่างๆได้ลดยอดวงเงินกู้ไปอีกรายละ 5 บาท ทำให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพมีรายได้ปานกลางไม่สามารถซื้อรถมือสองได้ ประกอบกับราคาน้ำมันที่แพงเลยทำให้ลูกค้าบางรายถึงขั้นตัดสินใจชะลอการซื้อไว้ก่อน ภาวะน้ำมันแพงในครั้งนี้ทำให้เจ้าของเต๊นท์รถมือสองปรับตัวไม่ทันจริงๆไม่รู้ว่าจะต้องระบายรถยนต์ที่อยู่ให้หมดได้อย่างไร”นายวิเชียร กล่าว

ศูนย์ข่าวภาคกลาง “สุพรรณ” ดึงวัยโจ๋ทำบัญชีครัวเรือนแก้จน

Wednesday, September 24th, 2008

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัด “โครงการคนรุ่นใหม่ใส่ใจบัญชีครัวเรือน”เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชีให้แก่นักเรียน และเยาวชนซึ่งเป็นบุตรหลานของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำบัญชีรู้รายรับ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน รู้อนาคต สามารถใช้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และช่วยผู้ปกครองในการจัดทำบัญชีครัวเรือน ซึ่งส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว และรู้จักคุณค่าของเงิน

นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี มาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมได้พบเห็นและรับทราบถึงปัญหาอันมากมายของประชาชน จึงคิดคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และทุกจังหวัด ในประเทศไทย ” อยู่ดีมีสุข” ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวจังหวัดสุพรรณบุรีผมเห็นว่าการทำบัญชีทำให้เป็นคนมีวินัยทางการเงิน ถ้าคนเราละเลยต่อการมีวินัยทางการเงิน จะทำให้ไม่รู้จักการจับจ่ายใช้สอย มีเงินไม่พอจ่าย และหากชาวบ้านมีการบันทึกบัญชี อย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีข้อมูลในเรื่องรายได้ รายจ่าย หนี้สินอย่างละเอียด โดยนำข้อมูลดังกล่าวมาทบทวนการใช้จ่ายของตัวเองและครัวเรือน ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนกำหนดอาชีพเสริม หรือรับการสนับสนุน แหล่งทุน หรือการรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้ อันจะเป็นการพัฒนาพื้นฐานและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ด้วยการใช้ข้อมูลทางบัญชีในการจัดการและวางแผนการประกอบอาชีพที่เหมาะสมด้วยการ รู้จด รู้จริง รู้จ่าย จะไม่จน สามารถนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฎิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมได้ในที่สุด

ถ้านักเรียน และเยาวชนสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเอง ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง แล้วนำความรู้ที่ได้รับไปสอนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ให้รู้จักบันทึกรายการรับ-จ่ายของครัวเรือน และต้นทุนในการประกอบอาชีพได้ ส่วนผู้นำของสหกรณ์และผู้นำชุมชนนอกจากจะสามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือนและต้นทุนประกอบอาชีพของตนเองแล้ว จะได้นำความรู้ไปถ่ายทอดสอนแนะแก่สมาชิกของสหกรณ์ และบุคคลที่มีความสนใจการบันทึกบัญชีเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายทั้งในชุมชน และนอกชุมชน

การบันทึกบัญชีอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ จะรู้ประโยชน์ของการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทำให้ลด ละเลิกสิ่งฟุ่มเฟือย จะใช้จ่ายอย่างพอเพียง เป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับตนเองและครอบครัว ส่วนการบันทึกต้นทุนประกอบอาชีพจะทำให้รู้ต้นทุน รายได้ กำไรหรือขาดทุนจากการประกอบอาชีพ แต่ละประเภท ในแต่ละฤดูกาลผลิตสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ เพื่อวางแผนการผลิตสำหรับฤดูกาลต่อไป

ด้านนางสาวสมควร วิบูลย์เชื้อ หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ดำเนินการส่งเสริมการจัดองค์ความรู้แก่นักเรียน เยาวชน เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยสอนการจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และการคิดคำนวณต้นทุนกำไรจากการประกอบอาชีพ โดยเริ่มจากนักเรียน เยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ยังไม่สามารถหารายได้โดยตนเอง ให้รู้จักการใช้จ่ายอย่างพอเพียง ลดความฟุ่มเฟือย เป็นพนักงานบัญชีของบ้านบันทึกรายได้-รายจ่ายประจำวัน ทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัว ส่วนเกษตรกร ประชาชนทั่วไป สมาชิกสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์ ผู้นำชุมชนสามารถบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และต้นทุนประกอบอาชีพได้ การบันทึกบัญชี เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยเตือนสติในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เกิดการลด ละ เลิกสิ่งฟุ่มเฟือย และลดต้นทุนการผลิต โดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาทดแทน และเมื่อรู้ประโยชน์จากการจดบันทึกบัญชี จนครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น พ้นจากความยากจน จึงสมัครทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “ครูบัญชี” เพื่อเป็นเครือข่ายของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำความรู้ทางบัญชีไปเผยแพร่ แก่นักเรียน เยาวชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไป สร้างแรงจูงใจกระตุ้นเห็นความสำคัญของการจัดทำบัญชี อันจะส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและเกิดความอยู่ดีมีสุขแบบยั่งยืนของครอบครัวไทย

ศูนย์ข่าวภาคกลาง อบจ.สุพรรณฯหนุน ดี.เจ.เยาวชน สอดคล้องยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสุพรรณ

Wednesday, September 24th, 2008

ปัจจุบันเด็กและเยาวชนจังหวัดสุพรรณบุรีต่างมีความคิดที่กว้างไกลและมีบทบาทในสังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพราะได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่มองเห็นคุณค่าของเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ หลากหลายโครงการที่สรรค์สร้างเกิดขึ้นจากหนึ่งสมองสองมือของเยาวชนสุพรรณบุรี ต่างได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทุกภาคส่วนตามคำกล่าวที่ว่า”เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” มักเป็นคำพูดที่ติดปาก ฟังติดหู คนสุพรรณบุรีไปแล้ว

นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาท้องถิ่นในทุกๆด้านตามภาระงานที่ไม่ขัดต่อข้อบทกฎหมายและในปัจจุบันได้เล็งเห็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทรัพยากรมนุษย์ ให้เป็นคนที่มีคุณภาพเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ การพัฒนาคนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องสร้างกันตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะถือว่าเด็กเป็นผ้าขาวที่ผู้ใหญ่ที่คอยเลี้ยงดูต่างหยิบยื่นประสบการณ์ต่างๆที่อยู่รอบตัวให้ซึ่งต้องยอมรับว่าต้องมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป หากเด็กและเยาวชนกลุ่มได้ได้รับการปลูกฝังและโอกาสอันดีก็จะกลายเป็นคนที่มีคุณภาพ รองรับการเจริญเติบโตของบ้านเมืองในอนาคตต่อไป หากใครโชคไม่ดีหน่อยอยู่ในสั งคมที่มัวหมองโอกาสไม่มีเหมือนคนอื่นๆก็จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมของการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนั้นมีไม่เท่าเทียมกัน แต่หากหน่วยงานที่พอจะมีกำลังถึงแม้ว่าจะได้ดูแลการศึกษาโดยตรงอย่าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนอย่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ก็พยายามพัฒนาและเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนสุพรรณบุรีให้กว้างขึ้นและในครั้งนี้ จึงได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ นักจัดรายการวิทยุ(ดี.เจ.)ยาวชนขึ้น เพื่อร่วมส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ ให้แก่เด็ก นักเรียนและเยาวชนในท้องถิ่นได้มีทักษะในการเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุกระจายเสียงที่ดีและร่วมกันประชาสัมพันธ์แหล่งเรียนรู้ต่างๆเพื่อรองรับเมืองแห่งการท่องเที่ยวในอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัดในเรื่องของการพัฒนาการศึกษา การกีฬา และการท่องเที่ยว

“เด็ก นักเรียนและเยาวชน เป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการเรียนรู้ที่หลากหลาย นอกเหนือจากวิชาการที่ได้รับในโรงเรียน อันได้แก่ แหล่งการเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมและสถานที่ต่างๆ การรวมกลุ่มทำกิจกรรม การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ค่ายกิจกรรมฝึกอบรม ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวทำให้เด็ก นักเรียนและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมที่ไม่มีในห้องเรียน ผู้ดำเนินรายการทางวิทยุกระจายเสียงเป็นอีกวิชาชีพหรือแขนงวิชาหนึ่งทางด้านนิเทศศาสตร์ประชาสัมพันธ์ ที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันให้ความสนใจ แต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดโอกาสและทักษะปฏิบัติที่ถูกวิธี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีประโยชน์ ฝึกความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ กล้าแสดงออก มีการวางแผนควบคู่กับแก้ไขปัญหาเฉพะหน้า อันจะเป็นผลให้เด็ก นักเรียนและเยาวชนเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ นักประชาสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต”นายบุญชูกล่าว

ศูนย์ข่าวภาคกลาง อบต.ทับตีเหล็ก จัดกิจกรรมธรรมศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

Wednesday, September 24th, 2008

นายปิยะ เจนสมุทร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ชมรมผู้สูงอายุตำบลทับตีเหล็ก ได้มีการก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2548 ภายใต้การสนับสนุนผลักดันจากองค์การบริหารส่วนตำบลทับตีเหล็ก ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุในตำบลทับตีเหล็ก ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แล้วจัดตั้งเป็นชมรมผู้สูงอายุขึ้น ในช่วงแรกเป็นการรวมกลุ่มกันไม่มากนัก แต่ทาง อบต.ทับตีเหล็กได้พยายามเป็นพี่เลี้ยงในการนำจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ทั้งทางอาชีพสร้างรายได้และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

ปัจจุบันชมรมผู้สูงอายุ ตำบลทับตีเหล็ก มีสมาชิกทั้งหมด 520 คน สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการพัฒนาฝึกอบรมทางด้านสายอาชีพรวมกลุ่มกันทำผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อส่งขายในท้องถิ่นตำบลทับตีเหล็กและตำบลใกล้เคียงเพื่อเป็นการเสริมรายได้ในครอบครัวเป็นอย่างดี จึงทำให้ชมรมผู้สูงอายุตำบลทับตีเหล็กเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเป็นจำนวนมากจากผลงานที่ชัดเจนก่อประโยชน์ให้เกิดในสังคม

“ด้วยความห่วงใยในคุณภาพชีวิ ตของผู้สูงอายุในตำบลจึงได้ร่วมมือกับชมรมผู้สูงอายุตำบลทับตีเหล็ก จัดทำโครงการ “ธรรมศึกษา” เพื่อพาคณะผู้สูงอายุไปแสวงบุญในจังหวัดกาญจนบุรี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาภาวะด้านจิตใจส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ที่ดีงาม ตลอดจนเป็นการทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนา และส่งเสริมความรักความสามัคคีให้เกิดกับประชาชนในตำบลทับตีเหล็ก” นายปิยะกล่าว

ศูนย์ข่าวภาคกลาง พัฒนาที่ดินสุพรรณชี้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ช่วยลดต้นทุนได้อีก

Wednesday, September 24th, 2008

ดร.สุรชัย หมื่นสังข์ หัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าปุ๋ยเคมีมีราคาแพงขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำการสำรวจดินทั่วประเทศ จึงทำให้ทราบว่าดินแต่ละแห่งมีความอุดมสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน และมีความต้องการธาตุอาหารเท่าใด ทำให้เราสามารถคำนวณปริมาณการใช้ปุ๋ยได้เพียงพอกับความต้องการต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยตรงตามค่าวิเคราะห์ดินและความจำเป็นต่อพืชอย่างแท้จริง

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกันพัฒนาโปรแกรมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ขึ้น 2 โปรแกรม ได้แก่โปรแกรมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินไทยและธาตุอาหารพืช และโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการให้คำแนะนำแก่เกษตรกรใส่ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของพืชและเป็นการลดต้นทุน การผลิตได้อีกทางหนึ่งด้วย

ปัจจุบันสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรีได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการฝึกอบรมจากกรมพัฒนาที่ดินเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมดังกล่าวเพื่อเตรียมเป็นวิทยากรให้ความรู้กับเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี ตลอดจนได้มีการวางแผนเตรียมที่จะนำโปรแกรมดังกล่าวขยายเข้าสู่เกษตรกรผู้ที่ต้องการใช้งาน โดยขอความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี องค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพที่มีความพร้อมด้านคอมพิวเตอร์เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์เครือข่ายจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีและเกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมให้มีการเผยแพร่ในรูปแบบของแผนที่ผ่านหมอดินอาสาประจำตำบล และศูนย์การเรียนรู้ประจำตำบล ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้โปรแกรมวิเคราะห์ค่าดินในการคัดเลือกสูตรปุ๋ยและปริมาณการใช้ปุ๋ยได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุดลดต้นทุนที่เกินความจำเป็นเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

ศูนย์ข่าวภาคกลาง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีป้องกันน้ำท่วมแหล่งเศรษฐกิจสุพรรณฯจี้รัฐบาล- กทม. รับผิดชอบพื้นที่แก้มลิง

Wednesday, September 24th, 2008

นายเอกพันธ์ อินทร์ใจเอื้อ นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า สภาวะอากาศในช่วงนี้ มีฝนตกชุกในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบกับจากสถานการณ์ฝนตกหนักในภาคเหนือทั้งเชียงราย น่าน พะเยา สุโขทัย และอุตรดิตถ์ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่าง ๆ ได้เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออกสู่จังหวัดภาคกลาง ส่งผลให้แม่น้ำท่าจีนจังหวัดสุพรรณบุรีมีระดับน้ำที่ค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น ดังนั้นพื้นที่การเกษตรในที่ลุ่มควรเตรียมทำทางระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรระวังและป้องกันความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิและสภาพน้ำอาจเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในช่วงที่มีฝนตกหนักด้วย

หลังจากที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม จังหวัดสุพรรณบุรี แจ้งว่า จากภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและชัยนาทในระยะ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงขึ้น โดยระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา ด้านเหนือระดับน้ำสูง 6.10 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ด้านท้ายประตูมีระดับน้ำสูง 4.85 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปริมาณน้ำไหลผ่านประตูอยู่ที่ 114.92 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งหากน้ำที่เขื่อนระบายน้ำโพธิ์พระยาด้านท้ายประตูมีระดับสูงถึง 5.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลแล้ว จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีได้ ซึ่งหน่วยงานชลประทานในจังหวัดสุพรรณบุรีและเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีกำลังเฝ้าระวังในเรื่องระดับน้ำอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งให้การช่วยเหลือชุมชนริมน้ำที่ขณะนี้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณชั้นล่างและทางเดินแล้ว โดยเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีได้ดำเนินการจัดทำสะพานไม้ชั่วคราวให้ประชาชนที่ถูกน้ำท่วมได้สัญจรเข้าออกระหว่างบ้านกับถนน อย่างไรก็ตามทางเทศบาลฯ ได้จัดเตรียมการป้องกันไว้ในจุดที่สำคัญแล้ว เช่นติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี บริเวณหน้าโรงแรม เค.เอ.ที.บริเวณคลองหัวเวียง เป็นต้น จัดเตรียมกระสอบทรายเพื่อทำการวางแนวกระสอบทรายบริเวณลุ่มต่ำประมาณ 70,000 ใบ ในช่วงนี้ขอเตือนให้เกษตรกรที่เพาะปลูกบริเวณริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ท้ายประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดด้วย

“อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครช่วยพิจารณาถึงนโยบายการช่วยเหลือพื้นที่แก้มลิงรับน้ำแทนกรุงเทพมหานคร ทั้งพื้นที่ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี ที่ต้องรับเคราะห์แทนคนเมืองหลวงทุกครั้ง ส่งผลให้เศรษฐกิจระดับภูมิภาคทั้งสี่จังหวัดทรุดตัวและงบประมาณของท้องถิ่นต่างต้องหมดไปกับการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่มาโดยตลอด อปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับท้องถิ่นต้องเป็นหนังหน้าไฟแทนรัฐบาล อปท.บางแห่งงบประมาณมีน้อยนิดแทนที่จะนำไปพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญก้าวหน้าแต่ต้องหยุดชะงักมาซ่อมแซม ชดเชยให้ประชนที่เดือดร้อน โดยขาดการเหลียวแลจากรัฐบาลทั้งที่เป็นนโยบายระดับประเทศแต่หลังเกิดปัญหากลับปล่อยให้ท้องถิ่นต้องดูแลตัวเอง หากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศควรจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาให้ความช่วยเหลือบ้างในฐานะที่เป็นคนไทยเหมือนกันเสียภาษีเหมือนๆกับคนกรุงเทพ มีแหล่งเศรษฐกิจและที่ทำมาหากินของตัวเองเหมือนกัน”นายเอกพันธ์ กล่าว