ทบทวนกรมสอบสวนคดีพิเศษกับDSIภาคประชาชน

June 9th, 2010



กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ DSIภาคประชาชน เปิดเวทีทบทวนแผนยุทธศาสตร์ ภายใต้โครงการการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และ ผู้รับบริการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อประกอบการทบทวนแผนยุทธศาสตร์กรมสอบสวนคดีพิเศษ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓-๒๕๕๓   ผู้เข้าร่วมเวทีอภิปรายนายสรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไช รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นางอบมีนะ บีดิลและ   เครือข่ายภาคประชาชน นายไตรภพ สิริพันธ์วราภรณ์ ประธานคณะทำงานภาคประชาชนด้านการมีส่วนร่วมในการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา นางสาววริสรา ชูบรรจง เจ้าหน้าที่ TV5 นายฐิติชัย อัฏฏะวัชระWorld&Business นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ        โดยมีคุณพรอัปสร นิลจินดา ผู้จัดรายการวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการ   เป็นการรับฟังข้อคิด
เห็นแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่ ๑ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษและเสริงสร้างความมั่นคงของรัฐ ยุทธศาสตร์ที่๒ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพันธมิตรและเครือข่ายในการป้องกันปราบปรามสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เสริมสร้างการบริหารจัดการและพัฒนาองค์การโดยหลักธรรมมาภิบาล วึ่งทั้ง ๓ ยุทธศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ DSIภาคประชาชนได้จัดกลุ่ม๒กลุ่มกลุ่มที่๑รับฟังข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSIภาคประชาชน)กลุ่มที่ ๒ การประชุมชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ดำเนินรายการโดยคุณ สุขุมาล บุญยกร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการ ซึ่งที่ประชุมได้ระดมความคิดในการทบทวนแผนยุทธศาสตร์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ ในส่วนของจังหวัดราชบุรีนำโดยนายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ คณะทำงาน DSIภาคประชาชน     นายสยาม จิตรบวร เลขานุการเครือข่ายฯนายยุทธพล วรรณะเรืองศรี คณะทำงานฯ นางสาวพิชยภรณ์ อภิโชคนิธิฉัตร เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ โรงแรม AMARIดอนเมือง กทม./รายงานข่าวโดยสำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ สำนักข่าวสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคกลาง สำนักข่าวNEWS4 สำนักข่าวมะกรูดดอทคอม

นายอภัย เอียดบัว ผอ.สำนักงานคุมประพฤติราชบุรีเยี่ยมยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้อง

June 5th, 2010

เครือข่ายยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้องรับการตรวจเยี่ยมคุมประพฤติราชบุรี
วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐น.คณะนายอภัย เอียดบัว ผอ.สำนัก
งานคุมประพฤติจังหวัดราชบุรี เดินทางตรวจเยี่ยมเครือข่ายศูนย์คุณธรรมตำ
บลบ้านฆ้องโดยมีนายทองสุข ลาลาด ประธานเครือข่ายฯ นางหทัยรัตน์ อุ่ม
เอิบ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านฆ้อง นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ เลขา
นุการศูนย์ยุติธรรมตำบลบ้านฆ้อง จสอ.ดินันท์ วสุรักขะ  นายโกศล  ลักษิตา
นนท์ นายสมาน พลเรือน นายสุรินทร์ ชัยศักดานุกูล นายวินัย คงนะภา นาย
สยาม จิตรบวร นางสาวเรไร ชุนเกษานางสวรินทร์ กูดเพตรา นางอ่ำ อุ่มเอิบ
นายแดง ทับกิ นายบุญธรรม เพ็งพิน ผู้ช่วยคำตา หมู่ที่ ๒ ผู้ช่วยอุไรหมู่ที่๙
ให้การต้อนรับพร้อมกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนกับส่วนราชการที่ได้
ให้การยอมรับว่าเป็นองค์กรพี่เลี้ยง ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะท่านผอ.อภัย
ได้ให้เกียรติชุมชนเป็นอย่างมาก เรื่องความมีส่วนร่วม และธนาคารความดีมี
ธนาคารโค-กระบือชุมชน ธนาคารข้าวสารชุมชน และการเตรียมพื้นที่บำบัด
ชุมชน ที่เป็นการร้อยใจผู้หลงผิด ให้กลับมาเป็นคนดีของครอบครัวสมบูรณ์
แบบในพื้นที่ที่มีแต่คุณธรรม-จริยธรรมเป็นพลเมืองคุณธรรมภายใต้ยุติธรรม
ชุมชนตำบลบ้านฆ้อง กระทรวงยุติธรรม   เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓  ณ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้อง   บ้านบ่อมะกรูด หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านฆ้อง
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

เครือข่ายยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้อง

June 5th, 2010

ศูนย์ยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้อง

ความเป็นมา
การอำนวยความยุติธรรม การสร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขในสังคม เป็นภารกิจหลักที่สำคักยิ่งของกระทรวงยุติธรรม ที่จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนในทุกพื้นที่และทุกระดับ แต่ภารกิจดังกล่าวหากรัฐเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่สามารถบรรลุผลอย่างยั่งยืนได้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการดำเนินภารกิจดังกล่าวจึงอยู่ที่คนในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้สัมผัส มีส่วนได้ส่วนเสียกับความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความสงบสุขในชุมชนนั้นๆ ได้มีโอกาสและมีช่องทางที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง โดยมีโอกาสในการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินการและร่วมรับประโยชน์จากการแก้ปัญหาร่วมกันในลักษณะของการเป็น “หุ้นส่วน”

เครือข่ายยุติธรรมชุมชน” เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ “ยุติธรรมถ้วนหน้า ประชามีส่วนร่วม” (Justice for All, All for Justice) อันจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายในการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับชุมชน ในการอำนวยความยุติธรรม สร้างความเป็นธรรมและความสงบสุขในสังคมร่วมกัน โดยภาครัฐจะส่งเสริมการรวมตัวกันของประชาชนในลักษณะของ “เครือข่าย” เพื่อทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาครัฐในการดำเนินภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชุมชน และจะส่งเสริมให้เครือข่ายมีความเข้มแข็ง สามารถจัดตั้ง “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ของตนเองขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการร่วมกันสรรหาแนวทางที่จะทำให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมกันสร้าง “สังคมที่ยุติธรรม” กล่าวคือ เป็นสังคมที่ประชาชนได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคภายใต้กฎหมายอย่างถ้วนทั่ว และเป็นสังคมที่มีความสงบสุข ปราศจากอาชญากรรมอันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

เครือข่ายยุติธรรมชุมชน” หมายถึง ประชาชน กลุ่ม หรือองค์กรที่มีความสนใจและสมัครใจที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสานความร่วมมือในการป้องกัน เฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้างความยุติธรรมและความสงบสุขในชุมชน

 

คำนิยาม

เครือข่ายยุติธรรมชุมชน หมายถึง ประชาชน กลุ่ม หรือองค์กรที่มีความสนใจและสมัครใจที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสานความร่วมมือในการป้องกัน เฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการและเสริมสร้างความยุติธรรมและความสงบสุขในชุมชน

สมาชิกเครือข่ายยุติธรรมชุมชน หมายถึง ประชาชนผู้สนใจในงานเครือข่ายยุติธรรมชุมชนของกระทรวงยุติธรรม และได้ผ่านการอบรม “หลักสูตรเครือข่ายยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม” เพื่อเข้าร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหุ้นส่วนที่จะดำเนินกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความสงบสุขในชุมชน

ผู้ประสานงานยุติธรรมชุมชน หมายถึง สมาชิกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ประชาชนในชุมชน ในการประสานงานระหว่างประชาชน ชุมชน และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในชุมชนและส่งผลให้เกิดความสงบสุขของชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริหารจัดการและดำเนินงานในศูนย์ยุติธรรมชุมชน

คณะกรรมการประจำศูนย์ยุติธรรมชุมชน หมายถึง สมาชิกเครือข่ายยุติธรรมชุมชนหรือประชาชนในชุมชนได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่พิจารณา วินิจฉัย แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในชุมชนในกรณีที่สมาชิกเครือข่ายยุติธรรมชุมชน หรือผู้ประสานงานยุติธรรมชุมชนไม่สามารถแก้ไขได้ และพิจารณาส่งเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้ให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัด ต่อไปโดยมีผู้ประสานงานยุติธรรมชุมชนเป็นเลขานุการคณะกรรมการประจำศูนย์ยุติธรรมชุมชน และเป็นฝายธุรการ

ศูนย์ยุติธรรมชุมชน หมายถึง สถานที่ที่อยู่ในชุมชน และสมาชิกเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ตลอดจนประชาชนเห็นชอบให้จัดตั้งเป็นศูนย์ยุติธรรมชุมชน เพื่อใช้เป็นสถานที่ดำเนินงานของคณะกรรมการประจำศูนย์ยุติธรรมชุมชนหรือดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน

ศูนย์ประสานงานยุติธรรมชุมชน หมายถึง ศูนย์ที่ทางกระทรวงยุติธรรมจัดตั้งขึ้นอยู่ในสำนักงานยุติธรรมจังหวัดภายในกลุ่มงานบริการประชาชน โดยให้เป็นกลไกเชื่อมต่อการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชนในรูปแบบของเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ซึ่งศูนย์ประสานงานยุติธรรมชุมชนมีหน้าที่ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาเครือข่ายยุติธรรมชุมชน จัดวางระบบฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกลไกในชุมชนกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดและกระทรวงยุติธรรม เพื่อทำงานร่วมกันตลอดจนติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์

          รายชื่อคณะกรรมการ
เครือข่ายยุติธรรมชุมชนตำบลบ้านฆ้อง
๑.นายทองสุข ลาลาด                                     ประธานกรรมการ โทรศัพท์  086-7634457
๒.นายสง่า หนูนันท์                                         รองประธาน                               081-9413543
๓.นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ                                เลขานุการ                                 089-2350663
๔.นางสมร สาลีฉันท์                                        เหรัญญิก                                   032-356821
๕.นายคำตา หาญกล้า                                    ผู้ช่วยเลขานุการ                     089-7456681
๖.นางภาวิณี สามัคคี                                       ผู้ช่วยเหรัญญิก                       081-9861639
๗.นางสาวประทุมวดี สีใส                              นายทะเบียน                             085-0989447
๘.นายโกศล ลักษิตานนท์                              สวัสดิการ                                   089-2583747
๙.นายสว่าง ลินลา                                           ผู้ช่วยสวัสดิการ                       085-1891821
๑๐.นางภัคธิษชา เตียงเกตุ                            ปฏิคม                                         089-6093604
๑๑.นายวิโรจน์ ยังกิจการ                              ปฏิคม                                         086-5114102
๑๒.นางอุไร นิลสาริกา                                    กิจกรรม                                     086-0423062
๑๓.นางบุปผา ชัยศักดานุกุล                        กิจกรรม                                     089-7673830
๑๔.นายสุวรรณ ศรีนาค                                 วิชาการ                                      081-0089340
๑๕.นางลูกจันทร์ คีรีวัน                                  วิชาการ                                      -
๑๖.นายวินัย คงนะภา                                     ประชาสัมพันธ์                         081-5712440
๑๗.นางเครือวัลย์ สุฉันทบุตร                       ประชาสัมพันธ์                          -
๑๘.นายสมชัย มหขจิตนนท์                         ผู้ทรงคุณวุฒิ                            081-1955543
                                                                                                                                  081-4417318 
นางไพเราะ คงเปรม                                        ผอ.สำนักงานคุมประพฤติ    032-325981-2

เจ้าหน้าที่   นางสาววราพร อาจารย์ไข่                                                           086-6065478

ประชาสัมพันธ์ข่าวสารทางสำนักข่าว สื่อชุมชนแห่งชาติ Thai Community News (สชช.)
เว็บไซด์     www.magrood.com   www.thaiccnews.com  www.westmoral.com  www.cwpnews.com
                    www.news4thai.com หนังสือพิมพ์หลักเมืองราช หนังสือพิมพ์แผ่นดินทอง

สน รูปสูง กับการปฏิรูปการเมืองประเทศไทย

June 1st, 2010

 

ปราชญ์ชาวบ้าน”สน รูปสูง”ชำแหละ8ปัญหาทำบ้านเมืองเสื่อมทรุด ให้ลงโทษ“นักการเมือง-นายทุน”ยุคนจนป่วน ปราชญ์ชาวบ้าน “สน รูปสูง”ชำแหละ8ปัญหาทำบ้านเมืองเสื่อทรุด พร้อมปลอบเสื้อแดงอย่าคิดว่าแพ้ เหตุไม่มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองครั้งไหน มีคนยากคนจนออกมาผนึกกำลังเรียกร้องเท่ากับครั้งนี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชน ครั้งที่ 1/2553  ณ ห้องประชุม KU HOME มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน นายสน รูปสูง ปราชญ์ชาวบ้าน และรองประธานสภาพัฒนาการเมือง(สพม.) คนที่ 1 กล่าวถึงบทบาทสภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย จากนั้นได้มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศว่า เป็นการทรุดใหญ่ของสังคม สิ่งที่สะท้อนปัญหาเหล่านี้อยู่ 8 ข้อหลัก ได้แก่
1.สถาบันทางการเมือง การปกครองอ่อนแอ แตกแยก แบ่งฝักฝ่าย ยุยง ปลุกปั่น ทำให้สังคมก้าวสู่อนาธิปไตย เผาบ้าน เผาเมือง เพียงเพื่อชนชั้นปกครองแย่งยึดอำนาจทางการเมืองเท่านั้น

“เราจะได้ยิน ตำรวจมะเขือเทศบ้าง ทหารแตงโมบ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยืนดูเผาศาลากลางจังหวัด ก็ชอบใจ ตบมือให้ด้วย ตำรวจยืนดูเขาเผาบ้าน เผาเมือง แถมยังคว้ากล้องมาถ่ายภาพเก็บไว้อีก เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันทางการเมือง สถาบันการปกครองอ่อนแอ แตกแยก”
2 .คือ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งข้าราชการ และไม่ใช่ข้าราชการ ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ ทำให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างหนาแน่น
3.ทิศทางนโยบายการพัฒนาประเทศผิดพลาด เพราะเอื้อประโยชน์ให้คนรวย ละทิ้งและทำลายคนจน
 4.การเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีที่สูงขึ้นนั้นเกิดการกระจุกตัวสร้างความร่ำรวยให้กับคนเพียง 20% ในกลุ่มคนระดับบนของสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่ 80% ยังมีฐานะทรงทรุดและยากจน
 5 .กติกาการจัดการทรัพยากรไม่เป็นธรรม เกิดการกระจุกตัว จำนวนการถือครองที่ดินใน 100%  คิดเป็นกลุ่มคนระดับบนของสังคมจำนวน  20% ที่ถือครองสิทธิกว่า 80% เฉลี่ยคนละ 200 ไร่ ของจำนวนที่ดินทั้งหมด ขณะที่คนจำนวน 80% ของประเทศมีสิทธิถือครองที่ดินได้เพียง 20% เท่านั้น เฉลี่ยเป็นคนละ 1 ไร่เศษ”
 6. การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม ไม่เท่าเทียม และเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นมาก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะรวมตัวกัน
7.กระบวนทัศน์ของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองยังมีการรวมศูนย์ผูกขาดอำนาจ ไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน มีลักษณะเจ้าขุนมูลนายอยู่ แม้ระบบศักดินาจะล้มไปแล้วเกิดการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่คนที่เป็นข้าราชการยังสืบทอดวิธีคิดและกระบวนทัศน์เช่นนี้อยู่ รวมถึงนักการเมืองด้วย ดังนั้นประเทศไทยจะไปฝากความหวังไว้กับกระบวนทัศน์แบบนี้ไม่ได้ เพราะราชการล้มเหลว
8.เรื่องสุดท้าย การให้บริการของรัฐไม่เป็นธรรม ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะสวัสดิการของรัฐ เช่น ครูในโรงเรียนบ้านนอกเกษียณก็ยังได้รับเงินบำนาญ ชาวบ้านเห็นก็รู้สึกได้ทันทีว่า ขณะทำงานก็ได้รับเงินเดือนทุกสิ้นเดือนแล้ว พร้อมสวัสดิการอีก เป็นต้น แล้วชาวนาเป็นอย่างไรบ้าง ถามว่า เป็นธรรมหรือไม่ สุดท้ายสังคมก็เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรายได้และความเหลื่อมล้ำใน สังคมอย่างร้ายแรงและรุนแรง
 

นายสน กล่าวถึงการปฏิรูปประเทศไทยในขณะนี้ ว่า เป็นห่วงรัฐบาลจะไม่มีนโยบายแผนปฏิรูปประเทศไทยที่ชัดเจน โดยเฉพาะแผนโรดแมป ข้อ 2 การปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ อาจจะมีปัญหา ขณะนี้ทั้งสื่อ และรัฐบาลโหมแต่จะปราบปรามภาคประชาชน ซึ่งการนำผู้กระทำความผิด เผาบ้านเผาเมืองมาลงโทษ การดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราชประสงค์ นั้นก็เห็นด้วย เรื่องปฏิรูป เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันทำ
“สิ่งที่ห่วงใยมากกว่าควบคู่กัน คือ ปัญหาที่มาพร้อมกับประเทศไทยแต่โบราณ คือปัญหาพื้นฐาน ของพี่น้องคนยากจนที่ออกมา ปัญหาวินมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขาเป็นมนุษย์ เกิดในสลัม เกิดในดินแดนความยากจน เขาเกิดมา เขารู้ได้เลยว่า เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ เมื่อมีคนมากระตุ้นให้เขาลุกขึ้นสู้ พวกเขาลุกขึ้นสู้ได้ทุกอย่าง และหากจะเอาคนมาลงโทษจริงๆ ต้องเอาพวกที่มากระตุ้น ยุยง มาลงโทษ โดยเฉพาะนักการเมือง นายทุน ที่ขัดแย้งกัน ต้องลงโทษให้หนัก อย่ามามุ่งที่คนจน เพราะชั่วชีวิตเขา สะสมปัญหาให้ชีวิตเขาต้องเป็นเช่นนั้น ต้องนึกเห็นใจ  ปัญหาหลักของการมาร่วมชุมนุมไม่ใช่ปัญหาพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ไม่ใช่แค่เขารักผู้นำเพียง 4-5 คน หรือการต่อต้านอำนาจอำมาตยาธิปไตย”

ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย

สภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย

May 29th, 2010



 สภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปจากฐานล่าง ปฏิรูปโดยประชาชน ต้นทางประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

เราจะสร้างสมานฉันท์ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น คืนการตัดสินใจ เพิ่มอำนาจให้กับภาคประชาชน เราจะสร้างประชาธิปไตยชุมชนให้ประชาชนกินได้

สถานการณ์วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นมิคสัญญีกลียุค เป็นวิกฤติความรุนแรงที่ซ้ำรอย สร้างความสูญเสีย และบอบซ้ำให้กับสังคมไทยอย่างหนักหนาสาหัส ผู้คนแตกแยกแบ่งขั้วแยกฝ่าย และต่างพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกันได้ทุกขณะ ความเกลียดชังลุกลามขยายตัวลงไปถึงในระดับครอบครัว โรงเรียน ข้อเท็จจริงในเรื่องของ ไพร่-อำมาตย์ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างคนรวยจน การมีสองมาตรฐาน การเลือกปฏิบัติ การทุจริตคอร์รัปชั่น การเอาประโยชน์แค่พวกพ้อง ความไม่เป็นธรรมต่างๆ เหล่านี้ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องกลับมาทบทวนอย่างขนานใหญ่

ในสถานการณ์เช่นนี้สภาองค์กรชุมชน จะมีบทบาทในการแก้วิกฤติปัญหาของสังคมในครั้งนี้อย่างไร คณะกรรมการดำเนินการสภาองค์กรชุมชน จึงได้จัดสมัมนาสภาองค์กรชุมชนกับการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ เคยูโฮม หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม จากคณะกรรมการดำเนินการ ผู้ทรงคุณวุฒิ แกนนำในแต่ละภาค รวมทั้งภาคประชาสังคม นักวิจัย และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กว่า ๙๐ คน มาหารือถึงทิศทางบทบาทในสถานการณ์การเมือง ณ ปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยร่วมกัน

พรมมา สุวรรณศรี ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน สถานการณ์ในปัจจุบันกับการเคลื่อนไหวของสภาองค์กรชุมชน ที่ต่างคนต่างเคลื่อนไหว มีความไม่เป็นเอกภาพ แต่ละสภาฯ กำลังดำเนินการอะไรกันอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องมาปรึกษาหารือ หามติ แนวทางจังหวะก้าวต่อไป จะไปทิศทางไหน จะเคลื่อนแบบไหนอย่างไร มาตรการนวทางในอนาคต การส่งเสริมสภาฯ ในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาเกิดบทเรียนอะไรกันบ้าง วิเคราะห์ อ่อนแข็ง สิ่งต่างไ เหล่านี้จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีหารือขึ้นในวันนี้ พรมมา ชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสัมมนา
 

สังคมไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง 

สน รูปสูง กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินงาน “วิกฤติประเทศไทย” คือวิกฤติในทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป็นวิกฤติใหญ่สังคมไทย ซึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น คือ ๑) สถาบันการเมืองการปกครอง อ่อนแอ แตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำให้นำไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง เพียงเพื่อการการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองการปกครองเท่านั้น ๒) นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งราชการและที่ไม่ใช่ราชการ ใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ มีการทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทยทุกระดับ ๓) ทิศทางนโยบายการพัฒนาประเทศผิดพลาด เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย ๔) การเติบโตทางเศรษฐกิจ เกิดรายได้กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อย คนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน  ๕) กติกาการจัดการทรัพยากรมีความไม่เป็นธรรม กระจุกตัวในคนกลุ่มน้อย เกิดความไม่เป็นธรรม  ยกตัวอย่างเช่น การถือครองที่ดิน พบว่ามีการกระจุกตัวในกลุ่มคนจำนวนน้อย อยู่กับนายทุน ๖) การบังคับการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติกับกลุ่มคน ๗) กระบวนทัศน์ ของ จนท.รัฐ และนักการเมือง เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง ไม่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน  กระบวนทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดินมีรูปแบบเช่นเดิมในลักษณะเจ้าขุนมูลนาย  นำไปสู่ระบบการบริหารราชการที่ล้มเหลว ๘) การให้บริการสวัสดิการของรัฐไม่ทั่วถึง และไม่เป็นธรรม เช่น เรื่องสวัสดิการข้าราชการเมื่อเกษียรจะได้รับบำนาญดูแล แต่ชาวนาซึ่งเป็นผู้ที่ปลูกข้าวให้ทุกคนกินกลับไม่ได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับข้าราชการ เพียงแค่ได้รับเบี้ยยังชีพเพียง ๕๐๐ บาท เท่านั้น และสุดท้ายสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรุนแรงซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญมาก จากปรากฎการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ประชาชนต้องเป็นเจ้าภาพหลัก  

การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากล่างขึ้นบน  

สุรศักดิ์   อินทรประสิทธิ์ ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน กรุงเทพฯ ในสภาพัฒนาการเมือง การปฏิรูปประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ขบวนองค์กรชุมชนได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้อยู่ในกระแส อำนาจการเมืองที่ผ่านมา และที่เป็นอยู่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็มีการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งการสานเครือข่ายภาคประชาชน ที่เดิมต่างคนต่างทำ ไม่มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น กระแสปฏิรูปประเทศไทยเรากำลังจะเดินไปติดกับดักหรือไม่การปฏิรูปประเทศไทยหากเจ้าภาพหลัก คือชุมชนท้องถิ่นการปฏิรูปจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ ชุมชนต้องไม่อิงรัฐ แต่ก็ไม่ทิ้งรัฐ ให้ภาคเป็นประชาชนเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงจากฐานรากถึงจะเป็นไปได้จริง

หากไม่รีบแก้ไขสังคมไทยจะซ้ำรอยชายแดนใต้ 

ดุสิต เสาดี สถานการณ์ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืน และเผาโรงเรียนพร้อมกันกว่า ๓๐ จุด ในปี ๒๕๔๗ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากว่า ๗ ปี มีผู้คนล้มตายไปกว่า ๕,๐๐๐ ศพ สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ทุกภาคกำลังจะกลายเป็นเหมือนภาคใต้ ที่มีกลุ่มคนก่อความไม่สงบเป็นรายวัน วันนี้ความแตกแยกของประเทศลงไปถึงชุมชน เพราะมาจากระบบนิติรัฐที่ล้มเหลว และการกำหนดนโยบายที่อัฐฌาวรรณ พันธุ์มี  การเผาศาลากลางจังหวัดในพื้นที่ทางภาคอิสาน เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนที่ประสบปัญหาเรื่องภาวะทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน ต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา หลายเรื่องไปติดที่ศาลากลางจังหวัด ซึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ที่ชื่นชอบนโยบายประชานิยมในรัฐบาลชุดก่อน อย่างนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จึงไม่พอใจรัฐบาลในชุดปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ปัญหาอย่างหนึ่งที่การปฏิรูปสังคมไทยต้องทบทวนในเรื่องนี้

ภายหลังจากที่อภิปรายกันในวงใหญ่ ที่ประชุมได้แบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย และบทบาทของสภาองค์กรชุมชน โดยมีโจทย์ด้วยกัน ๕ หัวข้อ ๑) ทิศทาง/แนวทาง ระยะสั้น,กลาง,ไกล ๒) เนื้อหา เรื่องอะไรบ้างรูปธรรมในหมู่บ้าน,ตำบล,จังหวัด ๓) มีกระบวนการอย่างไร ๔) สภาองค์กรชุมชน จะจัดรูปขบวนอย่างไร ๕) บทบาทของสภาองค์กรชุมชนกับภาคีต่างๆ และกลับมานำเสนอต่อที่ประชุมในวงใหญ่ ซึ่งมีข้อเสนอที่เป็นแนวทางที่สำคัญ ดังนี้การปฎิรูปประเทศไทยq      จัดทำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย โดยภาคประชาชน (สภาองค์กรชุมชน องค์กรประชาชน ประชาสังคมฯลฯ)q      สร้างสำนึกความเป็นเจ้าของท้องถิ่น/ เจ้าของประเทศ/สำนึกความเป็นพลเมือง/ความตื่นตัวทางการเมือง

q      พลิกฟื้นขนบธรรมเนียม ประเพณีดั้งเดิม เพื่อลดความขัดแย้ง

q      เน้นการปฏิบัติการจากฐานล่าง เชื่อมโยงกลุ่ม/องค์กรชุมชน/เครือข่าย/สภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อสร้างความเข้าใจ พัฒนาข้อเสนอจากพื้นที่

q      ต้องเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน

q      อำนาจในการวิเคราะห์ รู้เท่าทัน

q      อำนาจในการตัดสินใจ

q      อำนาจในการปฏิบัติการ สามารถสั่งข้าราชการประชาชน

q      ในสถานการณ์ปฏิรูป

q      จะทำทุกตำบล ได้/ไหว หรือไม่/ จะเสนอกับรัฐบาลอย่างไร

ทิศทาง/แนวทาง  

ระยะสั้น

q      สร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยชุมชน

q      ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ/พี่น้องในชุมชน รวมรวมประเด็นปัญหาผลกระทบ

q      ปฏิรูปสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เข้าใจเจตนารมณ์/ รู้ตัวตน สามารถดำเนินการตามบทบาทภารกิจได้

q      ปรับโครงสร้างการทำงานให้ชัดเจนเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลในทุกระดับ

q      พัฒนาตำบลต้นแบบโดยใช้พื้นที่รูปธรรม

q      หนุนเสริมให้สภาองค์กรชุมชนตำบล สามารถจัดทำแผนการพัฒนา

q      สร้างแนวร่วม (สถาบันการศึกษา,นักวิชาการ, อปท ฯลฯ)

q      เปิดโรงเรียนการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน

ระยะกลาง

q      ผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง

q      สร้างสังคม/การเมืองแบบสมานฉันท์

q      ทบทวน ปรับปรุง พรบ.

ระยะไกล

q      พัฒนาความเข้มแข็งสู่ชุมชนพึ่งตนเอง

q      จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลให้ครอบคลุมทั้งประเทศ/เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างพลัง

q      สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง กระจายอำนาจ สร้างระบบธรรมาภิบาล

เนื้อหารูปธรรม

q      เน้นเรื่องสิทธิชุมชนในระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด

q      การจัดการทรัพยากร (ดิน/น้ำ/ป่า)

q      การจัดการอาหารในท้องถิ่น

q      การจัดสวัสดิการชุมชน (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)

q      จัดระบบการศึกษา/หลักสูตรท้องถิ่น

q      การจัดระเบียบทางสังคม (เยาวชน ลูกหลาน)

q      การแก้ไขปัญหาหนี้สิน

กระบวนการ

q      ใช้สื่อที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

q      จัดทำระบบข้อมูล/ศูนย์ข้อมูล

q      เปิดเวทีในการรวบรวมประเด็นปัญหา/ข้อเสนอจากระดับหมู่บ้าน สู่ระดับประเทศ โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุนตำบล

q      สร้างทีม/พัฒนาศักยภาพแกนนำให้เข้าเรื่องการปฏิรูป

q      ถอดบทเรียนสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อเป็นต้นแบบของการเรียนรู้

q      สร้างพื้นที่นำร่องตามแนวทางประชาธิปไตยชุมชน

q      ขยายพื้นที่จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่จังหวัด

การจัดรูปขบวนของสภาองค์กรชุมชน

q      ใช้เวทีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยเชิญหน่วยงานเข้าร่วม

q      ผลักดันให้มีผู้แทนจากสภาองค์กรชุมชนตำบล เข้าร่วมการประชุมกับหน่วยงาน (อำเภอ จังหวัด)

q      ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบล เชื่อมโยงสู่ระดับจังหวัด และระดับชาติ

q      ผลักดันให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นอิสระ เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วม

q      จัดตั้งขบวนเฉพาะกิจ จัดทำแผนปฏิรูป

  บทบาทของสภาองค์กรชุมชนต่อภาคีต่างๆ

q      ต้องเป็นเวทีกลางนำเสนอปัญหาของชุมชน กับหน่วยงาน/ภาคีที่เกี่ยวข้อง

q      ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น  ร่วมติดตาม/ตรวจสอบ  ผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหากับ อปท.

แม้ว่าวันนี้หมอกควันจากสมรภูมิกลางมหานครจะจางหายไป แต่ไฟในใจของผู้คนที่ยืนตรงข้ามรัฐยังคงคุกรุ่น พร้อมที่จะประทุขึ้นมาได้อีกคราทุกเมื่อ บาดแผลครั้งนี้ได้ทิ้งความหวาดระแวง ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในซึ่งกันและกัน ให้แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรใดๆ ณ ขณะนี้ จะถูกจับตา จะถูกตั้งคำถาม หรือโยงเป็นเรื่องทางการเมือง แม้กระทั่งสภาองค์กรชุมชนเองก็ตาม การจะเข้าร่วมขบวนปฏิรูปประเทศไทย การจะสร้างประชาธิปไตยชุมชน ประชาธิปไตยที่กินได้ หรือสภาองค์กรชุมชนจะเป็นเพียงเสือกระดาษ การเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างล่างคือการเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงและยั่งยืน…สภาองค์กรชุมชนตำบลจะเป็นที่พึ่งของสังคมในยามนี้ได้อย่างไร…..

๒๗ พ.ค. ๕๓

เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เรื่อง/ภาพ : รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน

สภาพัฒนาการเมืองกับสันติวิธี

April 18th, 2010

สภาพัฒนาการเมืองภาคกลางบนและตะวันตก นำโดยนายนิคม อู่อ่อน ประธานกรรมการ นำคณะกรรมการที่เป็นสมาชิกและผู้ทรงคุณวุฒิเปิดเวทีพูดคุยในฐานะเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากเวทีในทุกๆจังหวัด๑๖จังหวัด เพื่อประสานงานกันในขบวนองค์กรชุมชน โดยการใช้แผนสันติวิธีในการหยุดยั้งความรุนแรงในประเทศ ผู้ประสานพื้นที่ นายสมภร ทัพนาค แกนนำท่าตระคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมจัดแผนปฏิบัติการทั้งในระดับภาคและระดับจังหวัดอย่างเรียบร้อย แผนการปฏิบัติงานโครงการทั้งโครงการยกระดับแกนนำ โครงการเสริมสร้างเครือข่ายสันติวิธี โครงการส่งเสริมการสร้างกลไกในการบริหารทรัพยากรอย่างเป็นธรรม โครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและสตรีภาคกลางบนและตะวันตกกับการเมืองภาคพลเมืองสู่ประชาธิปไตยชุมชน ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายทิษศาปาโมกข์ ปรึกษากิ่ง นางสาววิภาศศิ ช้างทอง นายศิวกรวิศิษฐ์ อ่วมป่วน นายสิทธิวัชร์ แนบดำรงค์ นายประสิทธิ์ ช้างแก้ว นายวิเชียร คุตตวัส นายวิกิจ วิจิตรคงทอง กำนันสุรินทร์ นิลเลิศ นายวัชรินทร์ จันทร์เดช นายธานินทร์   แสงวิภาสนภาพร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ เข้าร่วมประชุม ๒ วันเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ เมษายน ๒๕๕๓ ณ แก่งเพชร อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี/รายงานข่าวโดย สำนักข่าวมะกรูดดอทคอม สำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ สำนักข่าวNEWS4 สำนักข่าวศูนย์พลเมืองคุณธรรม สำนักข่าวสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคกลาง และสำนักข่าวชุมชนจังหวัดราชบุรี

อบรมสัมมนาสภาองค์กรชมชนตำบลจังหวัดราชบุรี

March 29th, 2010

        สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดราชบุรี ๔๕ ตำบล นำโดยนายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี จัดอบรมสัมมนาสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำตำบลละ ๓ คนประกอบด้วย ประธานกรรมการ รองประธาน และเลขานุการ โดยมีนายพรเทพ ศรีสมพงษ์ เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นายทศพล แก้วทิมา ผอ.สำนักข่าวเวสเทิร์นนิวส์ ดร.สุทธิรักษ์ หงสะมัติ ผู้ช่วยพัฒนาการชุมชนจังหวัดราชบุรี นายพยุงศักดิ์ สายวงศ์ นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดราชบุรี นายสายัญห์ ศรีสมุทรนาค (ลุงจุก)ผู้สื่อข่าวHCTV นายประสิทธิ์ ช้างแก้ว ประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี นายวิทูรย์ ศรีเกษม ผู้ประสานงานสภาองค์กรฯนางศลิษา จันทร์วรรณ์ คณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี เป็นวิทยากรตลอด ๒ วันที่ผ่านมาอย่างประสบผลสำเร็จในการพัฒนาแกนนำที่มีอุดมการณ์และหัวใจ ความพร้อมเข้ารับการอบรมอย่างเข้มข้นในพื้นที่มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๗-๒๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

ประชุมขบวนองค์กรชุมชน/สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดราชบุรี

March 16th, 2010




นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี และนายประสิทธิ์ ช้างแก้ว ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในเวทีดับจังหวัดราชบุรี และคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดราชบุรี
เปิดเวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลและเวทีขบวนองค์กรชุมชนในภาคเช้าและภาคบ่าย ซึ่งผู้ว่าราชการได้กล่าวเปิดในเวลา ๑๐.๐๐น.ซึ่งท่านได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากมายเช่นการได้มีขบวนการทำงาน มีโครงสร้างที่ชัดเจน การมีแผนชุมชนหรือแผนงาน การมีการรับรองสถานภาพองค์กร การจัดตั้งสภาองค์กรตำบล ซึ่งล้วนแต่เป็นภูมิปัญญา กำหนดการพัฒนาด้วยตัวของชุมชนเอง มีการสอดรับระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคท้องถิ่นและเอกชนทั่วไป การรวมตัวกันทำงานที่มี พรบ.รองรับเป้นการพัฒนายกระดับของภาคประชาชน ซึ่งในวันนี้ผมได้ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนในประเด็นงานต่างๆลงบันทึกความร่วมมือทำงานร่วมกันและมอบทุนงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนงานพัฒนาให้กับขบวนองค์กรชุมชนซึ่งมีนายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบและผู้ใหญ่ประสิทธิ์ ช้างแก้ว พร้อมคณะทำงาน เป็นผลงานในด้านการมั่นใจพัฒนา การมีความซื่อสัตย์ต่อกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน สามารถที่จะผลักดันปัญหาของจังหวัดราชบุรีเบาบางลงบ้าง ก็ต้องขอฝากพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เก่าและพื้นที่ขยาย จงมีแต่ความสำเร็จ และเข้มแข็งต่อไป ซึ่งในการกล่าวเปิดแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้มอบสมุดเงินฝากเป็นจำนวนเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี พร้อมกับนำทีมบันทึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชน ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรีต่อไป พร้อมกันนี้นางจำปา ฮวดมา รองประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดราชบุรี ได้สู่ขวัญบายศรี ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ให้กับเงินงบประมาณลงพื้นที่ ให้กับคณะทำงานพัฒนาทุกๆคนเพื่อเป็นสิริมงคล จากนั้นเวทีก็ได้มีการนำเสนอแผนการดำเนินงาน ซึ่งมีความชัดเจนเกี่ยวกับงานวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลชุมชน การได้มาซึ่งแผนชุมชน การกำหนดตัวชี้วัด การติดตามประเมินผล การทำรายงานที่เป็นการรายงานผลการปฏิบัติงาน เพื่อให้เห็นการเปลี่ยแปลงในทางที่ดีขึ้น และการบันทึกการประชุม การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ การใช้เว็บไซด์ วิทยุชุมชน วัฒนธรรม การดนตรีไทย การทำหนังสือพิมพ์ เพื่อพัฒนาการข่าวที่ทันเหตุการณ์และเข้าถึงชุมชนที่สุด โดยจะมีรายงานการประชุมแนบท้ายเมื่อ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองราชบุรี /รายงานข่าวโดย สำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ(ศูนย์ราชบุรี)สำนักข่าวมะกรูดดอทคอม สำนักข่าวNEWS4 สำนักข่าวศูนย์พลเมืองคุณธรรม สำนักข่าว Thaiccnews.com

สภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านฆ้อง สำนักข่าวNews4 ศูนย์พลเมืองคุณธรรม มอบถังน้ำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคหะร่มเกล้า

March 13th, 2010

คณะกรรมการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคหะร่มเกล้า กทม.รับมอบถังน้ำร้อนเย็นถังที่๒ ผู้ที่รับมอบคือ นางสาวพิชยาภรณ์ อภิโชคนิธิฉัตร ซึ่งเป็นถังน้ำร้อนระบบร้อนและเย็นในตู้เดียวกัน ราคาถังละ ๕,๙๐๐บาท ในการมอบนั้นขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี มี นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ เป็นประธานการมอบ นายยุทธพล วรรณะเรืองศรี เครือข่ายสื่อชุมชน นายสังเวียน วิจิตรานนท์ นางเติม อุ่นใจ นางจำปา ฮวดมา นายประสิทธิ์ ช้างแก้ว นายขวัญยืน ระดมกิจ นายเอกมนตรี พัตตทองพัฒน์กุล นายคมกฤช พงษ์สุวรรณ นางสมรวย ไกรสรราช นางไพลิน ศุขสายชล นางสาวดวงพร เพิ่มสิทธิ์ นางศลิษา จันทร์วรรณ์ เมื่วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ศูนย์การเรียนรู้บ้านบ่อมะกรูด/รายงานข่าวโดยสำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ สำนักข่าวNEWS4 สำนักข่าวมะกรูดดอทคอม สำนักข่าวศูนย์พลเมืองคุณธรรม และสำนักข่าว Thaiccnews.com

สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดราชบุรี /ขบวนองค์กรชุมชนราชบุรี/สำนักข่าวNews4 เปิดป้ายสำนักงาน

March 13th, 2010

ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี รวมพลังงานประเด็นและสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับจังหวัดราชบุรี และสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านฆ้อง จัดทำบุญถวายสังฆทาน เลี้ยงพระเพล พร้อมกับเปิดป้ายสำนักงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการสร้างเสริมมาตรฐานทางขบวน ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามตัวชี้วัด สามารถประสานงานที่มีฐานการทำงานคือสำนักงาน ป้ายสำนักงาน อุปกรณ์การสื่อสารระบบอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง ระบบคอมพิวเตอร์สีทั้งหมด และบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะใช้คำขวัญ “มั่นใจพัฒนา ซื่อสัตย์ดี มีความรับผิดชอบ” เปิดป้ายโดยพระครูวิสุทธิวีระธรรม เจ้าอาวาสวัดบ่อมะกรูด และผู้มอบสำนักงานให้คือ นางแถม ชานาง แม่ดีเด่นแห่งชาติปี ๒๕๕๐ ผู้รับมอบสำนักงานคือ นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี และนายประสิทธิ์ ช้างแก้ว ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลจังวัดราชบุรี และนางหทัยรัตน์ อุ่มเอิบ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านฆ้อง เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ สำนักงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี บ้านบ่อมะกรูด หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

ประชุมทบทวนสภาองค์กรชุมชนที่ พอช.

March 5th, 2010

คณะกรรมการและตัวแทนสภาองค์กรชุมชนภาคกลางบนและตะวันตกระดับจังหวัด นำโดย นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานกรรมการ นายพรมมา สุวรรณศรี ประธานคณะดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ นายสุชาย ผดุงกรรจ์ รองประธานภาคกลางบนและตะวันตก อ.อุษา เทียนทอง เลขานุการภาคกลางฯนายสิน สื่อสวน ผช.พอช.นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการสำนักงานพอช.ภาคกลางบนตะวันตก ประชุมเพื่อทบทวนการดำเนินงาน
ส่วนที่ ๑ การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนำบล
ส่วนที่ ๒ การดำเนินงานของที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล
ส่วนที่ ๓ การดำเนินงานของกลไกคณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำภูมิภาค
      เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมการสัมมนาสภาองค์กรชุมชน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุม KU HOME มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ
สรุปบทเรียน ศูนย์สงครามพิเศษ วันที่ ๖-๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
     เรื่องสืบเนื่อง
     - แนวทางการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติและภาค
     - ผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดปี ๒๕๕๓
     - รายงานผลงานสภาองค์กรชุมชนตำบล ๑๖ จังหวัด
     เรื่องเพื่อพิจารณา
         - การดำเนินงานโครงการสภาพัฒนาการเมือง
         - พิจารณาผู้แทน ๑๓ ท่านเข้าร่วมสัมมนาที่มหาวิทยาลัยเกษตรบางเขนในวันที่ ๒๐-๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓
         - แผนการจดแจ้ง จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่ประชุมได้เสนอให้จัดตารางหลักสูตรผลงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้การสัมมนาสรุปบทเรียนที่ ม.เกษตร มีความสมบูรณ์และสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ ประชุมทบทวน และเตรียมการเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุม ๓๐๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นวมินทร์

TO BE NUMBER ONE บ้านบ่อมะกรูด สร้างชื่อลิเกรีเทิร์น ดังทั้งภาคกลางและตะวันออก

March 5th, 2010

ชมรมทูบีนัมเบอร์วันบ้านบ่อมะกรูด เข้าเฝ้ารับการเสด็จ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งชุมชนบ้านบ่อมะกรูด ได้รับการเป็นตัวแทนระดับชุมชน เข้าประกวดTO BE NUMBER ONE ระดับภาคกลางและตะวันออก โดยการใช้ ยุทธศาสตร์ ๓ ส.และการดำเนินงาน ๓ ก.เป็นการนำเสนอผลงานบ้านบ่อมะกรูด ผ่านเป็นวัฒนธรรมลิเกรีเทิร์น ซึ่งต้องแสดงถึง ๔ คนประกอบด้วย นางสาวนัฐลียา อุ่มเอิบ ประธานชมรม นายวรรณกร นาคกร เลขานุการชมรม นางสาวลลิตา จุ้ยเสียงเพราะ รองประธานชมรม และนายกิตติธัช อุ่มเอิบ ที่ปรึกษาชมรม แสดงเป็นทีมที่ ๒๒ สุดท้าย ได้รับคำชมเชยจากนายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี และนายเจน รัตนพิเชฏฐชัย ปลัดจังหวัดราชบุรี และเป็นดาวขวัญใจสื่อมวลชน และผู้เข้าร่วมประกวด ขอถ่ายภาพ ขอลายเซ็นแบบเป็นลิเกที่รักษาวัฒนธรรม และแสดงออกแบบงานเยาวชน เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน การแสดงพื้นบ้านอย่างกลมกลืน และลงตัว เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ต้องขอขอบคุณ คณะแชมป์เก่าจากบ้านโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี ที่ให้คำปรึกษาด้วยดี ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ หาดจอมเทียน พัทยา ชลบุรี/รายงานข่าวโดย สำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ สำนักข่าวNEWS4 และสำนักข่าวมะกรูดดอทคอม

TO BE NUMBER ONE จังหวัดราชบุรีชนะเลิศระดับภาคกลางและตะวันออก

March 5th, 2010


นายสุเทพ โกมลภมร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายเจน รัตนพิเชฏฐชัย ปลัดจังหวัดราชบุรี อาจารย์ตุ๊ หมอปู และคณะศตส.จ.ราชบุรี นำโดย นายสมพร เครือบุญ หัวหน้าอำนวยการศตส.จ.ราชบุรี นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานอนุศตส.ภาคประชาชนจังหวัดราชบุรี ได้รับการตัดสินชนะเลิศ ชมรมทูบีนัมเบอร์วันระดับจังหวัดราชบุรี โดยที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะต่างมุ่งมั่นทำงานจนประสบผลสำเร็จอย่างสูง โดยที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ต่างให้กำลังใจอย่างมาก ในช่วงเย็นวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ท่านผู้ว่าเลี้ยงข้าวอาหารผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคณะ จากโรงเรียน ผู้ประกอบการ และชุมชน ซึ่งตัวแทนชุมชนที่เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันครั้งนี้คือ ชุมชนบ้านบ่อมะกรูด ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๓/รายงานข่าวโดย สำนักข่าวNEWS4 สำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ สำนักข่าวสภาองค์กรชุมชนภาคกลาง และสำนักข่าวมะกรูดดอทคอม

นิวส์โฟร์ ข่าวชุมชน ติดตามข่าวโคแม่บุญรอด คลอดลูกตัวเมีย สีแดงเหมือนสีแม่หลังถูกไถ่ชีวิต ๑ เดือน

February 14th, 2010


นายจำรัส สุดตุ้ม เกษตรกรชาวบ้านบ่อมะกรูด ประสบความสำเร็จทำให้ครอบครัวมีความหวังและมีความสุข เมื่อโคแม่บุญรอด คลอดลูกสาวออกมา เป็นโคที่แข็งแรง สีแดงเหมือนแม่ นายจำรัส สุดตุ้ม จึงแจ้งมายังธนาคารโคกระบือกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบ่อมะกรูด เพื่อลงทะเบียน ซึ่งได้ตั้งชื่อว่าโคโชคดี เพราะโคแม่ทางคณะกรรมการได้ประสานงานไถ่ชีวิตจากโรงเชือด รอดชีวิตขณะเข้าคอกสังหาร เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๓ พร้อมกับมอบให้ นายจำรัส สุดตุ้มและครอบครัว นำวัวจากธนาคารโคกระบือชุมชนไปเลี้ยง ผลออกมาครบ ๑ เดือนแม่โคบุญรอด คลอดลูกออกมา แสดงว่า ถ้าชุมชนไม่ไถ่ชีวิตถวายเป็นพระราชกุศลให้แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โคบุญรอด และโคโชคดีคู่นี้ต้องเสียชีวิต แต่ด้วยเพราะพระบารมีของพระองค์ท่าน โคแม่ลูกคู่นี้ จึงเข้ามาอยู่ในอ้อมอกธนาคารโคกระบือของหมู่บ้าน สร้างความสุข สร้างชีวิต สร้างคุณธรรม และสร้างความสามารถกับความสำเร็จ คนที่ประสานงานจนเกิดความสมหวังความช่วยไถ่ชีวิต ช่วยสังคม ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งแผ่นดินคือนายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ที่ปรึกษาและผู้ประสานโครงการ นายวินัย คงนะภา ประธานธนาคาร ดต.ชัยกร จิตรคำ รองประธานธนาคาร นายสุวรรณ ศรีนาค รองประธานคนที่ ๒ นางหทัยรัตน์ อุ่มเอิบ ผู้จัดการบ้านพระเมตตา๗๗พรรษา นางสวรินทร์ กูดเพตรา เลขานุการ โดยขณะนี้มีโคแม่พันธุ์ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง ๑๖ ตัว เสนอข่าววันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ที่ทำการธนาคารโคกระบือกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบ่อมะกรูด /รายงานข่าวโดย สำนักข่าวมะกรูดดอทคอม สำนักข่าวนิวส์โฟร์ สำนักข่าวศูนย์พลเมืองคุณธรรม สำนักข่าวสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคกลาง

ธนาคารโคกระบือกองทุนแม่ของแผ่นดินและสำนักข่าว นิวส์โฟร์ แจกแม่พันธุ์เกษตรกร ๓ ครอบครัว

February 14th, 2010





ตัวที่ ๑ คณะกรรมการธนาคารโค-กระบือกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบ่อมะกรูด มอบแม่พันธ์โคบุญช่วย ที่ไถ่ชีวิตโคกระบือเมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ให้กับนางบุญช่วย เตียงเกตุ หมู่ที่ ๘บ้านบ่อมะกรูด ตำบลบ้านฆ้อง นำไปเลี้ยงเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวนางบุญช่วย เตียงเกตุ
ตัวที่ ๒ มอบโคแม่พันธุ์ชื่อ แม่บุญนำ ให้กับครอบครัว นายนำ อนุเครือ หมู่ที่ ๗ ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีและตัวที่ ๓ มอบให้ครอบครัวนายประสงค์ หมู่ที่ ๘ ตำบลบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ธนาคารโคกระบือกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบ่อมะกรูด

ชุมชนชนะเลิศทูบีนัมเบอร์วันจังหวัดราชบุรี

February 14th, 2010


           นางสาวนัฐลียา อุ่มเอิบ ประธานกรรมการ นายกิตติธัช อุ่มเอิบ ที่ปรึกษา นายวรรณกร นาคกร พร้อมด้วยคณะกรรมการเยาวชนชมรมทูบีนัมเบอร์วันบ้านบ่อมะกรูด รับโล่รางวัลการนำเสนอผลงานชุมชมทูบีนัมเบอร์วันบ้านบ่อมะกรูด ด้วยขบวนการทำงาน ๓ ก.๔ ด้านดังนี้  
           ความเข้าใจ/แนวคิด           งานป้องกันและการแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนในชาติ ที่ต้องร่วมมือกันทำงานอย่างจริงใจและต่อเนื่อง       2 ปีที่ผ่านมา โครงการ TO BE NUMBER ONE มีสมาชิกกว่า 22 ล้านคนทั่วประเทศ ทุกคนรวมพลัง ร่วมมือร่วมใจกันอย่างเข้มแข็ง ให้กำลังใจกัน รักตัวเอง รักครอบครัว รักเพื่อน รักชุมชน และประเทศชาติ ทุกคนต้องเป็น TO BE NUMBER ONE เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด หลักการของโครงการ       1. เยาวชนบ้านบ่อมะกรูดอายุตั้งแต่ 10-24 ปี มีจิตสำนึกและร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด       2. เยาวชนบ้านบ่อมะกรูด ตื่นตัว และช่วยกันสร้างกระแสสังคมนิยม และพลังในการต่อต้านยาเสพติด       3. เยาวชนมีทักษะชีวิต มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจในกานการป้องกันยาเสพติด       4. เยาวชนสร้างความเข้าใจ สร้างเครือข่าย และสร้างกลไก บูรณาการทุกภาคส่วนในการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ความชัดเจนในการดำเนินงาน และการรับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับจังหวัด/อำเภอ/และตำบล        1. นายสุเทพ โกมลภมร ผวจ.ราชบุรี ในนโยบายเมืองสะอาดราชบุรี ผู้ว่าฯที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่        2. นายวีรวุธ ปุตระเศรณี นายอำเภอโพธาราม สนับสนุนชุมชนอย่างใกล้ชิด และเข้มแข็ง    ระยะเวลาการจัดตั้งและผลการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน 2.1 จัดตั้งโครงการ TO BE NUMBER ONE ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2546 เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาล และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี 2.2 จัดตั้งตามความศรัทธา และความที่ดำเนินการชุมชนอย่างเข้มแข็ง 2.3 อดีตเมื่อปี 2540 ชุมชนมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างมาก โดยมีผู้ค้าจำนวน 41 ราย และผู้เสพ 85 รายชุมชนได้ลุกขึ้นต่อสู้และแก้ไขในนโยบาย 3 หยุดยั้ง คือ หยุดยั้งผู้ค้า หยุดยั้งผู้เสพและหยุดยั้งการติดเพิ่ม จนสามารถเอาชนะยาเสพติดได้ เมื่อ 5 ธันวาคม 2544 เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด  
                             สัดส่วนและข้อมูลประชาชนและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 3.1 ประชากรชุมชนบ้านบ่อมะกรูด จำนวน                3.1.1 หมู่ที่ 7 ประชากรทั้งสิ้น 638 คน แยกเป็นชาย 311 คน เป็นหญิง 327 คน                3.1.2 หมู่ที่ 8 ประชากรทั้งสิ้น 482 คน แยกเป็นชาย 217 คน เป็นหญิง 265 คน                                                             รวมประชากร 1,120 คน                3.1.3 เป็นเยาวชนอายุ 10-24 ปี 280 คน (ที่อยู่ในชุมชนจริง)                3.1.4 เป็นสมาชิก 225 คน      
          กองทุน  เยาวชนชมรม TO BE NUMBER ONE บ้านบ่อมะกรูด มีกองทุนที่ชัดเจนและเป็นกองทุนที่มีผู้             สนับสนุนบริจาค จากการแลกธนบัตรขวัญถุง การทอดผ้าป่า การจัดงานศพ การจัดงานแต่ง การจัดงานรื่นเริง             สามารถนำไปแก้ปัญหาของเยาวชน ของผู้ด้อยโอกาส ของผู้พิการ ของเด็กกำพร้า และผุ้มีปัญหาทางสังคมอื่นๆได้             โดยมอบให้เป็นทุนการศึกษา เป็นสวัสดิการ ซึ่งมีคณะกรรมการเบิกจ่ายในชื่อบัญชี “โครงการทูบีนัมเบอร์วัน             บ้านบ่อมะกรูด” ความเชื่อมโยงระหว่างกรรมการ และกองทุน - กรรมการการเงินเป็นสมาชิกชมรม TO BE NUMBER ONE บ้านบ่อมะกรูด - กรรมการทุกฝ่ายระดมเงินฝากส่วนตัวเพื่อให้กองทุนมีเงินเป็นที่ยั่งยืนและร่วมเป็นเจ้าของ - กรรมการร่วมกันรับผิดชอบในการดำเนินงาน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมวางแผน และร่วมประเมินผล การบริหารจัดการกองทุนที่ดี 1. ระดมทุนจากสมาชิก คณะกรรมการ ผู้ศรัทธา ผู้บริจาค ผู้เห็นความสำคัญทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน 2. เกิดการหมุนเวียนเพื่อให้กองทุนมีรายได้เพิ่ม ด้วยการสนับสนุน-ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ซื้อสินค้า                          จากสมาชิก การให้ทุนยืมเพื่อเพิ่มอาชีพเสริม และการออมทรัพย์ 3. ระเบียบการเบิกจ่าย เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับของกองทุนทั่วๆไป คือเบิก 2 ใน 3คน และ                          ให้ที่ประชุมเป็นผู้อนุมัติด้วยมติ แบบโปร่งใส ซื่อสัตย์ ฉับใว ใว้ใจซึ่งกันและกัน ตรวจสอบได้ 4. มีเอกสารรายรับ-รายจ่าย เป็นหลักฐานพร้อมกับการเซ็นชื่อให้เรียบร้อย คล่องตัว มีหลักฐานชัดเจน  
             นวัตกรรม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นชุมชน ICT มีเครือข่ายทั่วโลก ใช้อินเตอร์เน็ทเป็นแหล่งศึกษาข้อมูลที่ย่อโลกไว้ที่บ้านบ่อมะกรูด ใช้อินเตอร์เน็ทเป็นสื่อเรดิโอออนไลน์ เกษตรปลอดสารพิษกินเองใช้เองในประเทศ ไม่บริโภคสินค้าต่างชาติ และไม่ฟุ่มเฟือยตามเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนในโลกปลอดจากยาเสพติดยั่งยืน ใช้ภูมิปัญญาแก้ไขพลังงานทดแทน โดยใช้สบู่ดำสกัดเป็นน้ำมันดีเซล การศึกษาตลอดชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นสื่อการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องราวของเยาวชนชนะใจกรรมการชนะเลิศระดับชุมชน รับโล่จากประธานในพิธี นายเจน รัตนพิเชฏฐชัย ปลัดจังหวัดราชบุรี เมื่อ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี

ขบวนิวส์โฟร์และขบวนองค์กร ๓ฝ่ายเข้าร้อยใจศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี

February 14th, 2010

ระทึก เสียว เสี่ยงตาย เหนื่อย ร้อน ลุ้น สันทนาการ ปรับทุกข์ คุยสุข เชื่อใจ มั่นใจ ศรัทธา เติมไฟ สมหวังเสริมสร้างสุข ความดีสามัคคีสำเร็จทั้งขบวนภาคกลางบนและตะวันตก ที่ ศูนย์สงครามพิเศษลพบุรี
     นายสิน สื่อสวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)หรือ พอช.นำคณะขบวนองค์กรชุมชน ๔ ฝ่ายประกอบด้วย
     ๑.นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่ปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก นำเจ้าหน้าที่ประจำภาคเดินทางเข้าร่วมพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนประกอบด้วย นายพิรุณ กองแปง ผช.ผจก.ภาคกลางบนและนางสาววรรณา สีหาทัพ ผช.ผจก.ภาคตะวันตก
     ๒.นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานอนุกรรมการภาคกลางบนและตะวันตกนำคณะกรรมการประกอบด้วย นายสุชาย ผดุงกรรจ์ รองประธาน นายวิทูรย์ ศรีเกษม และคณะกรรมการ ๑๖ จังหวัดรวม ๓๒ คนเข้าร่วม
     ๓.นายนิคม อู่อ่อน ประธานคณะสภาพัฒนาการเมืองภาคกลางตอนบนและตะวันตก ประกอบด้วย นายทิสาปาโมกข์ ปรึกษากิ่ง นายสมภร ทัพนาค นายประสิทธิ์ ช้างแก้ว และคณะกรรมการ ๑๖ ท่าน
     ๔.นายตี๋ ศรีทอง และนายวิเชียร ศรีเชียงสา คณะประสานงานองค์กรชุมชน   และคณะกรรมการ ๑๖ ท่าน 
     ๕.คณะกรรมการบ้านมั่นคง ๑๖ ท่าน

ขบวนองค์กรชุมชนภาคกลางบนและตะวันตก ๔ ฝ่ายจำนวน ๑๒๐ คนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะครูฝึกศูนย์สงครามพิเศษ นำโดย พันโทพิษณุ สารถี ผู้บังคับกองพันนักเรียนโรงเรียนสงครามพิเศษศูนย์สงครามพิเศษ  ขบวนของเราได้สร้างประวัติศาสตร์ในภาคประชาชน ด้วยการอยู่ร่วมกัน กินร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน นอนร่วมกัน พร้อมกับเสี่ยงตายด้วยกันด้วยการกระโดดหอความสูง ๓๔ เมตรเป็นความสูงที่อยู่ในระดับความเสียวที่สุด มีการโรยตัวจากที่สูง แบบเสี่ยงตาย จนได้รับรางวัลเป็นเข็มพัชรกิตติยาภา จำนวน ๖๖ ท่าน เป็นการได้รับขวัญกำลังใจชั้นสูงสุด ของคณะทำงานขบวนของเรา การเข้าป่าเพื่อการดำรงชีพให้อยู่รอด การต่อสู้และการรู้หลบเลี่ยงจากสัตว์ป่า สัตว์น้ำเช่นจรเข้ ซึ่งจากกันที่ได้อยู่ด้วยกันนั้น ทำให้เรารักกัน สามัคคีกัน พูดคุยกันอย่างรู้ทุกข์ รู้สุข เป็นหนทางนำกลับไปใช้ในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความสุข มีความดี และความสามารถ จะได้ช่วยให้ประเทศชาติมั่นคง เข้มแข็งด้วยพลังของประชาชน เป็นต้นแบบประวัติศาสตร์ของขบวนองค์กรชุมชน เราสัญญากันว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นปึกแผ่น ที่ก่อการดี ด้วยการปฏิญาณตนต่อพระสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแรงบันดาลใจให้ชาติของเรารู้รักสามัคคี เมื่อวันที่ ๖ - ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี

CA รุกฆาตยาเสพติด

February 2nd, 2010

CAผู้นำการเปลี่ยนแปลง สัญจรตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ถกเครียดปัญหายาเสพติดภาคตะวันตก
นายจาตุรนต์ ธำรงฐิติกุล ประธาน CA ภาคตะวันตก นายสยาม จิตรบวร เลขานุการ นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ผู้จัดการกองทุน นายชัชวาล บุญเก็บทอง ผู้ประสานพื้นที่สำนักงานปปส.ภาค ๑ นายภาณุวัฒน์ พุทธเกสร หัวหน้าสำนักงานฝ่ายอำนวยการกรมการปกครอง นายนเรศ กองสมบัติ หัวหน้าพื้นที่จังหวัดนครปฐม พร้อมกับ CA หลัก ๘ จังหวัด เปิดระดมความคิดเพื่อปรับแนวทางร่วมกัน ในการจัดการกับปัญหายาเสพติดในปี ๒๕๕๓ โดยที่แต่ละหัวกระบวนกลับไปพื้นที่ ทำการบ้านเพื่อจัดแผนภาคประชาชน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และเร่งเกมส์รุก เขย่าปัญหาที่มันซับซ้อน จนเกิดอาการเปลี้ยของภาครัฐ ทำให้เห็นแรงเฉื่อย ทุกข่ายทั้ง CA หลัก และ CA รอง ต้องออกแรงเพื่อนำผลกระทบและแนวทางการแก้ไข ซึ่งในการทำงานต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ผลของการประชุม มีความเห็นพบกันในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ โดยให้นำCAรองมาด้วย เมื่อ ๓๐ มกราคม - ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา จังหวัดสมุทรสาคร

นายกเทศมนตรีตำบลปากท่อร่วมกับ สำนักข่าวนิวส์โฟร์ รับเป็นเจ้าภาพประชุมประชาคมอปพร.เขต๒

February 2nd, 2010




นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานกรรมการอปพร.เขต ๒ สุพรรณบุรี ร่วมกับนายชูศักดิ์ ศุกระศร ประธาน อปพร.อำเภอปากท่อ นายวัชรวิชญ์ รอดจินดา อปพร.ดีเด่นปี ๒๕๕๓ และคณะกรรมการอปพร.จังหวัดราชบุรี เดินทางเข้าพบ นายวิชาญ รังสีวรรธนะ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปากท่อ เพื่อเข้ารายงานบรรยากาศการจัดงานประชาคมอปพร.ศูนย์เขต ๒ สัญจร โดยศูนย์เขต ๒ ให้โอกาสจังหวัดราชบุรีเป็นเจ้าภาพ โดยท่านนายกวิชาญ รังสีวรรธนะ ได้เตรียมการจัดประชุมประชาคมครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ เช่นการแสดงวัฒนธรรมความเป็นมาของ อปพร.ปากท่อ การแข่งขันกีฬาฟุตบอล การจัดซุ้มนิทรรศการ การออกร้านอาหาร และการแบ่งกลุ่มสีจังหวัด เพื่อความพร้อมเพรียงในการอยู่ร่วมกัน ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ โดยใช้ห้องประชุมเทศบาล และสนามกีฬาประจำอำเภอ วึ่งมีเป้าหมายแสดงพลังของอปพร.จังหวัดราชบุรี โดยจะจัดในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ เทศบาลตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พบนายกเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ สำนักงานเทศบาลตำบลปากท่อ

ลาวเวียงราชบุรี และสำนักข่าวนิวส์โฟร์ (NEWS4)ต้อนรับบอร์ดพอช.

January 30th, 2010

นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ ประธานคณะทำงานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี ประสานนายวิฑูรย์ ศรีเกษม ผู้ประสานสภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ต.อ.สนาน อ่อนศรี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือก อ.รังสรรค์ เสลาหลัก ประธานวัฒนธรรมลาวเวียงตำบลบ้านเลือก ผู้ใหญ่สังวาลย์ คงกระพันธุ์ พิธีกรสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือก นายสุริยะ ก้วงเมี๊ยะ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านเลือก นายสุเทพ ไชยขันธ์ ผู้ชำนาญการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. นายปฏิภาณ จุมผา ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่ปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก นางสาววรรณา สีหาทัพ ผช.จัดการสำนักงานพื้นที่ปฏิบัติการภาคกลางตอนบนและตะวันตก นางปริญดา รังษีสัจจะ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลสถาบันพอช. นายพรเทพ ศรีสมพงษ์ ผู้ประสานขบวนจังหวัดราชบุรี คุณวิวัฒน์ เจนชัย ประชาสัมพันธ์ภาคกลางตอนบนและตะวันตก นางสาววณิดา ณ ปัตตานี หัวหน้างานบริหารสำนักงานภาคกลางตอนบนและตะวันตก นางสาวนพรัตน์ จอมทรักษ์ เจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานภาคกลางตอนบนและตะวันตก นางสาวเจนจินตา กั่งเซ่ง เจ้าหน้าที่ข้อมูล นางสาวสุภาภรณ์ ดำรงพันธุ์ เจ้าหน้าที่ข้อมูล และนายประพันธ์ สีดำ เปิดบ้านลาวเวียงหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ต้อนรับคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)หรือพอช. โดยการนำของ พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะกรรมการ พร้อมด้วย นางทิพรัตน์  นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นางอุดมศรี ศิริลักษณาพร หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และคณะโดยมีรายละเอียดดังนี้      ๑.เด็กหญิงศศิมาภรณ์ เครือละม้าย  กล่าวต้อนรับแบบวาทะศิลป์ ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะในการพูดได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นนักเรียนโรงเรียนราชโบริกานุเคราห์      ๒.นายธัมมสัญญ์ อุ่มเอิบ นำเสนอความเป็นมาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี โดยเริ่มแต่ปี ๒๕๔๔ พอช.ได้เข้ามาหนุนเสริมประเด็นงานเช่น ทรัพยากร สวัสดิการ องค์กรการเงิน วัฒนธรรม และปี ๒๕๔๘ หนุนเสริมชาวบ้านทำแผนชุมชน รับรองสถานภาพ ทำให้ชาวบ้านคิดเป็นทำเป็น รัฐบาลตั้งให้เป็น ศตจ.ปชช.มีผลงานคือสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในทางที่เข้มแข็ง และมาเปลี่ยนเป็น ศจพ.ปชช.เมื่อ ๒๕๕๐ และร่วมผลักดันจนมี พรบ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ทำให้สภาองค์กรฯเป้นเครื่องมือในการพัฒนาตามศักยภาพได้ เมื่อขบวนใหญ่ขึ้นจึงต้องปรับขบวนเปลี่ยนจาก ศตพ.ปชช.เป็นขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี มีตัวชี้วัดคือ ราชบุรีมีแต่ความดี ความสุข และความสามารถ      ๓.นายวิฑูรย์ ศรีเกษม นำเสนอความเป็นมาของขบวนองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือก โดยมีฐานวัฒนธรรมลาวเวียง มีงานประเด็นองค์กรการเงินอยู่ที่วัดพระศรีอารย์ มีลาวเวียงอยู่ ๗ หมู่บ้าน มีเกษตรผสมผสาน การมีเกษตรปลอดสาร การทำตุ๊กตา การเลี้ยงวัวนม อยู่แบบพอเพียง มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ ๘๐ คนเพื่อการเป็นเยาวชนอาสาฯมีอาสาสมัครหมู่บ้านเช่น อสม. อปพร. และใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือ และใช้แผนชุมชนเป็นแผนชีวิต      ๔.อาจารย์รังสรรค์ เสลาหลัก และ พันตำรวจเอกสนาน อ่อนศรี ได้นำคณะกรรมการ พอช.เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลาวเวียงตำบลบ้านเลือก และชมการแสดงลาวเวียงอย่างเต็มอิ่ม  คณะจึงเดินทางกลับ ต้องขอขอบคุณขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดราชบุรี และสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ผู้ใหญ่ประสิทธิ์ ช้างแก้ว ที่เป็นพิธีกรตลอดงาน และนางหทัยรัตน์ อุ่มเอิบ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวสื่อชุมชนแห่งชาติ ที่เสนอข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๓ ณ หมู่บ้านขนุน หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี