| ทรัพยากรธรรมชาติ : สนับสนุนให้เกิดขบวนการเชื่อมโยงในการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติทั้งในเรื่อง ที่ดิน ลุ่มน้ำ ป่าชุมชน และ ชายฝั่ง ของภาคประชาชน เพื่อฟื้นฟูและสร้างสมดุลของระบบนิเวศน์ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างรูปธรรมให้สังคมได้ตระหนักถึงบทบาทของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรรมยั่งยืน : สนับสนุนให้ขบวนองค์กรชุมชนดำเนินงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนที่เน้นรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์เพื่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมแบบเดิม มาเป็นเกษตรกรรมที่เกื้อกูลกับธรรมชาติเพื่อดำรงชีพและทำมาหากินอย่างมั่นคง แผนปฏิบัติการปี 2549
1. สนับสนุนเชื่อมโยงพัฒนาเครือข่ายและขบวนองค์กรชุมชนในการจัดการทรัพยากรและเกษตรยั่งยืน สนับสนุนให้เกิดกลไกการพัฒนาการจัดการทรัพยากรและเกษตรยั่งยืนของเครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ สนับสนุนให้เกิดขบวนการพัฒนาการจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนกับหน่วยงานในท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การติดตามและหนุนเสริมการจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับภาคการสรุปบทเรียนงานยุทธศาสตร์ การจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับจังหวัด ภาค และชาติ 2. สนับสนุนการสร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนกับภาคีพันธมิตร ประสานความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในการจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่รูปธรรม 3. การสื่อสารและผลักดันเชิงนโยบาย การผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้เผยแพร่การจัดการทรัพยากร - ชุดความรู้พื้นที่รูปธรรม - VCD - ชุดนิทรรศการ สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่พื้นที่ทางสังคม สนับสนุนเครือข่ายองค์กรชุมชนในการผลักดันระดับเชิงนโยบาย 4. การบูรณาการแผนงานและผลักดันให้เกิดการพัฒนาร่วมในงานยุทธศาสตร์ ศตจ. ปชช. บูรณาการแผนและผลักดันให้เกิดการพัฒนาแบบองค์รวมในงานยุทธศาสตร์ ศตจ. ปชช. จัดเวทีหารือเพื่อบูรณาการแผนการทำงานร่วม ในงานยุทธศาสตร์ ศตจ. ปชช. สนับสนุนร่วมเครือข่ายองค์กรชุมชนในการผลักดันระดับเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เหตุผลและความจำเป็น เนื่องจาก ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมีแนวโน้มต่อการถูกทำลาย โดยใน 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการสูญเสียป่าซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญทั้งดิน น้ำ และ ความหลากหลายทางชีวภาพมีอัตราสูงโดยเฉลี่ยถึงปีละ 1.5 ล้านไร่ แม้รัฐจะทุ่มเททั้งกำลังและงบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูและดูแลรักษา ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการทำลายป่าได้ กระบวนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยสาเหตุทั้งทางตรง จากอิทธิพลต่าง ๆ และสาเหตุทางอ้อมจากค่านิยมที่มุ่งการบริโภคทรัพยากรจนเกินกว่าที่กำลังธรรมชาติจะรับได้ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างขาดสมดุลย์ และไม่เป็นธรรมได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม การกระจายการถือครองที่ดินที่ไม่ทั่วถึง โดยฐานทรัพยากรส่วนใหญ่อยู่ในมือของกลุ่มคนจำนวนน้อยของประเทศ ได้ส่งผลให้คนจนส่วนใหญ่ไร้ที่ดินที่ทำกินของตนเอง ที่ดินเกษตรเป็นจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่าไม่เกิดผลผลิต คนจนในชนบทต้องเผชิญกับปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตต้องอพยพย้ายถิ่น ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่สมดุลย์ ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ดินเสื่อม ดินถล่ม น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟป่ารุนแรง เกิดมลภาวะทางดิน น้ำ ตลอดจนอากาศ นานัปการ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ จากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ประชาชนในชนบทโดยทั่วไปอยู่ในภาวะต้องเผชิญกับแรงกดดันในการถูกแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่น
ปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรนับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมของชุมชน
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อความร่วมมือในการที่จะสามารถจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนและท้องถิ่นของตนเองได้อย่างเข้มแข็ง การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นองค์ประกอบและบทบาทหน้าที่ ของกลไกในระดับต่าง
ๆ มีดังนี้ ในการดำเนินการการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลที่เป็นจริงได้ ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยการสนับสนุนด้านนโยบายจากรัฐ และกระบวนการในระดับปฏิบัติ ซึ่งในความเป็นจริงประเทศไทยมีความรู้และประสบการณ์ในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนเป็นหลัก ที่สามารถเป็นตัวอย่างได้ในหลายเรื่อง เช่น การจัดการลุ่มน้ำแบบผสมผสาน ตัวอย่างที่ ดอยสามหมื่นจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งต่อมาขยายผลมายังลุ่มน้ำในจังหวัดน่าน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบผสมผสานที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ฯลฯ
องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น จากการศึกษาวิจัยพบว่าสังคมไทย มีองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ซึ่งจะเห็นได้จากตัวอย่างระบบเหมืองฝายในการจัดการน้ำ ป่าปู่ตา ป่าสะดือ ป่าหัวนาในการจัดการป่า วังปลา เขตอภัยทานในการอนุรักษ์สัตว์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทรัพยากร ที่ไม่ก่อให้เกิดการทำลายป่า ซึ่งบทเรียนและประสบการณ์ในพื้นที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีคุณค่ายิ่งต่าง ๆ นี้ หากได้นำมาพิจารณายกระดับเชื่อมโยงกับนโยบาย จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาแนวทาง แผนงาน และกลไกใหญ่ ๆ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น โดยมีความรู้ความเข้าใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้การจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและไม่เกิดความขัดแย้ง หรือผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรดั้งเดิมของประชาชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้อให้เกิดกลไกในการจัดการที่ประชาชนกับรัฐได้ร่วมมือกันจัดการได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ได้มีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง และผู้แทนภาคประชาชนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประชุม ได้เห็นร่วมกันในทิศทางที่มีกลไกการทำงานที่มีความร่วมมือระหว่างประชาชน และรัฐที่จะร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับปรุงกลไกที่มีอยู่เดิม ตลอดจนปรับบทบาทภารกิจของหน่วยงานให้เอื้อต่อการพัฒนาแนวใหม่ ที่จะสนับสนุนส่งเสริมศักยภาพ และพลังของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสร้างแนวทางใหม่ โดยพัฒนากลไกในการสร้างภาคีความร่วมมือ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เรียนรู้ ปรับวิสัยทัศน์และแนวคิดการทำงานร่วมกัน สนับสนุนกลไกการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทั้งในยุทธศาสตร์ระดับชาติ และระดับปฏิบัติการที่เป็นการบูรณาการในระดับจังหวัด เพื่อจัดการความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนจนในชนบทอย่างบูรณาการ สร้างโอกาสและช่องทางให้ภาคประชาชนและองค์กรภาครัฐได้เรียนรู้ร่วมกัน ผ่านกระบวนการพูดคุย ทำความเข้าใจ และปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางใหม่นี้ ข้อเสนอโครงสร้างกลไกความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และบรรลุผลตามเจตนารมณ์ จึงมีข้อเสนอต่อโครงสร้างกลไกความร่วมมือในระดับต่างๆ
ประกอบด้วยกลไกระดับจังหวัด และกลไกระดับชาติ ดังภาพ องค์ประกอบและบทบาทหน้าที่ ของกลไกในระดับต่าง ๆ มีดังนี้ 1. คณะกรรมการระดับนโยบาย เป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงฯ เครือข่ายองค์กรชุมชนจากภูมิภาคต่างๆ และภาคีที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เป็นประธาน มีบทบาทหน้าที่ ดังนี้ 1.1) กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นแกนหลัก 1.2) ประสานความร่วมมือกับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าร่วมสนับสนุนทางนโยบาย 1.3) พิจารณาปรับแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้อต่อการสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชุมชนท้องถิ่น 1.4) จัดตั้งกลไกการประสานงาน คณะอนุกรรมการชุดต่างๆ เพื่อดำเนินการตามภารกิจที่คณะกรรมการฯมอบหมาย
2.1) กำหนดยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับพื้นที่ 2.2) ประสานงานกับหน่วยงาน ภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าร่วมเป็นกลไกการปฏิบัติการในระดับพื้นที่ 2.3) ติดตาม สนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรชุมชน/กลไกต่างๆ 2.4) รายงานผลการดำเนินงานสนับสนุนให้คณะกรรมการระดับนโยบายทราบ |