ภาพรวมผลการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน
Thursday, 12 April 2007






ภาพรวมผลการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน

และบทบาทหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สวัสดิการชุมชนในช่วงที่ผ่านมา
พัฒนาการของระบบสวัสดิการของสังคมไทยตั้งแต่อดีตที่มีลักษณะเป็นชุมชนสวัสดิการฐาน
ปัจจัยสี่ บ้านและวัดมีบทบาทสำคัญในการดูแลเรื่องจัดสวัสดิการของชุมชน มาสู่ยุคที่รัฐบาลกลางมี
บทบาทในการจัดสวัสดิการ ซึ่งช่วงแรกเป็นการจัดให้เฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ตาม
ระเบียบหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน โดยมีนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ตัดสิน สู่การจัดสวัสดิการโดยรัฐที่
ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น เช่น พ.ร.บ. การประกันสังคม ทำให้แรงงานในระบบสามารถ
ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง ฯลฯ ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโต บริษัทเอกชนได้มีบทบาทในการประกัน
ด้านต่าง ๆ มากขึ้น มีระบบการประกันรูปแบบต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงก็เป็น
กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง – รายได้สูง จนกระทั่งเมื่อประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ปราชญ์ชาวบ้าน แกนนำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หันมาทบทวนเรื่องระบบโครงข่ายการ
คุ้มครองทางสังคม (Social Safety Net) ที่มีอยู่ในสังคมไทยก็พบว่ามีความเป็นเครือญาติ ชุมชน
ทุนทางสังคมในด้านต่าง ๆ สามารถช่วยรองรับแรงกระแทกจากภายนอกได้เป็นอย่างดี การจัด
สวัสดิการโดยชุมชนที่มีฐานจากกิจกรรมการพัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น องค์กรการเงิน วิสาหกิจชุมชน
หลักการทางศาสนา การจัดการทรัพยากร ฯลฯ เป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยทำให้เกิดความมั่นคง
ของชุมชนฐานราก ให้สามารถดำรงอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สามารถยืนหยัดเป็น
ตัวของตัวเอง ลดการพึ่งพาภายนอก
จากการที่กองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ได้สนับสนุนการจัดสวัสดิการเร่งด่วนเพื่อผู้
ยากลำบากในช่วงปี 2542 – 2543 ทำให้เกิดเครือข่ายชุมชนที่มาร่วมกันจัดสวัสดิการผู้ยากลำบาก
โดยที่ชุมชนเป็นผู้ร่วมกันกำหนดความความหมายว่า ใครคือผู้ยากลำบาก มีการจัดทำข้อมูล
กลั่นกรองพิจารณาการให้ความช่วยเหลือโดยชุมชน ทำให้เกิดเครือข่ายในการจัดสวัสดิการ
ประมาณ 500 เครือข่าย สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายผู้ยากลำบากในรอบแรกได้ 538,414 ราย ทั้งใน
ส่วนของผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอดส์ คนพิการ เด็ก ผู้ยากไร้ ฯลฯ ใช้งบประมาณ 2,017 ล้านบาท ซึ่งใช้
ทั้งเป็นงบสงเคราะห์ช่วยเหลือแบบให้เปล่า จัดเป็นกองทุนหมุนเวียน และกองทุนสมทบกองทุน
สวัสดิการชุมชนที่มีอยู่เดิม หลังจากที่ได้ดำเนินการไปแล้วมีเงินทุนที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในชุมชน
ประมาณ 700 ล้านบาท
ในช่วงต่อมา ชุมชนจึงเกิดการตื่นตัวในการจัดสวัสดิการชุมชนอย่างกว้างขวาง ได้มีการไป
ฟื้นฟูแนวทางการจัดสวัสดิการบนฐานทุนด้านต่าง ๆ ของชุมชน ได้แก่
.. การใช้องค์กรการเงินกลุ่มออมทรัพย์เป็นฐาน ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์บาง
ประเภทเช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ได้จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อจัดสวัสดิการโดยเฉพาะ นำผล
กำไรขององค์กรการเงินมาจัดสวัสดิการ การสร้างวินัยในการออมเพื่อให้ได้สวัสดิการ การเชื่อมโยง
-2-
บูรณาการกองทุนภายในชุมชนนำดอกผลมาเป็นกองทุนสวัสดิการ มีองค์กรการเงินที่กิจกรรม
สวัสดิการแล้วประมาณ 20,000 องค์กร จากการใช้ผลกำไรของกลุ่มมาจัดเป็นสวัสดิการ ได้นำไปสู่
การออมเพื่อสวัสดิการหรือการออมเพื่อให้ กรณีตัวอย่างรูปธรรมที่กลุ่มออมทรัพย์เป็นฐานในการจัด
สวัสดิการมีค่อนข้างหลากหลาย เช่น เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ จ.สงขลา (คลองเปียะ นาหว้า น้ำ
ขาว คูเต่า ฯลฯ) เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จ. ตราด เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จ. จันทบุรี ศูนย์
รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน จ. พะเยา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านขาม จ. ชัยภูมิ ฯลฯ
.. วิสาหกิจชุมชน การผลิตเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกเพิ่มมูลค่าผลผลิต ใช้ผล
กำไรและการลดรายจ่ายมาเป็นสวัสดิการตัวอย่างเช่นในพื้นที่ ต. เขาคราม จ. กระบี่ ฯลฯ
.. การจัดสวัสดิการฐานทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนเป็นผู้จัดการป่า ชายฝั่ง
แหล่งน้ำ ฟื้นฟูทรัพยากรให้อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีความมั่นคงด้านอาหาร เช่น พื้นที่ทุ่งยาว จ.ลำพูน
ฯลฯ
.. การจัดสวัสดิการฐานศาสนา การใช้หลักคำสอนทางศาสนาและผู้นำศาสนา
ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม เป็นฐานด้านการจัดสวัสดิการทั้งทางกายและจิตวิญญาณ เช่น การใช้หลัก
ซากาตให้การดูแลคน 8 ประเภท
ในช่วงปี 2543 สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ได้รับงบประมาณ 80 ล้านบาท จากโครงการ
แก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤต ซึ่งได้นำมาจัดเป็นกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ จังหวัดละ
1 ล้านบาท กองทุนดังกล่าวได้ทำให้เครือข่ายผู้สูงอายุในจังหวัดต่าง ๆ ได้มีการประสานเชื่อมโยง
คิดค้นรูปแบบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุอย่างหลากหลาย ได้แก่ การจัดเป็นกองทุนหมุนเวียนให้
ผู้สูงอายุหรือลูกหลานกู้ยืมไปลงทุนไปลงทุนนำดอกผลมาจัดเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุ การเปลี่ยนจาก
กองทุนเป็นสินทรัพย์ โดยนำเงินกองทุนไปซื้อสวนยาง สวนปาล์ม ลงทุน ทำหอพัก ร้านค้า ทำให้
สามารถนำรายได้/ผลกำไรมาจัดสวัสดิการผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน และพื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็น
ศูนย์กลางที่ทำให้ผู้สูงอายุ เยาวชน และกลุ่มวัยต่าง ๆ ไม่มาทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดการถ่ายทอด
ภูมิปัญญาจากผู้สูงอายุสู่ลูกหลาน รวมทั้งนำงบบางส่วนมาเป็นเงินให้เปล่าสำหรับผู้สูงอายุที่ยากไร้
ฯลฯ ซึ่งผลการจัดกองทุนผู้สูงอายุใน 71 จังหวัด ได้ทำให้มีผู้สูงอายุได้รับประโยชน์โดยตรง
28,667 ราย และรับประโยชน์โดยอ้อมในฐานสมาชิกเครือข่าย 104,495 คน ประโยชน์ที่ได้รับ
ได้แก่ เบี้ยยังชีพ เงินกู้ยืมเพื่อการลงทุน การจัดกิจกรรมผู้สูงอายุรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากการ
ดำเนินการกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ ได้สะท้อนให้เห็นว่าการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นกองทุน
แบบยืดหยุ่น ได้ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกลุ่มคนมาร่วมกันคิดรูปแบบการจัดสวัสดิการได้อย่าง
หลากหลาย เกิดการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของผู้สูงอายุและลูกหลาน
หลังจากนั้น เครือข่ายองค์กรชุมชนได้มาหารือร่วมกันว่า ในส่วนของการทำงานพัฒนาที่
องค์กรชุมชนเป็นแกนหลักนั้น ผู้นำเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญและภารกิจมาก แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับ
สวัสดิการด้านต่าง ๆ ที่จำเป็น จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการผู้นำชุมชนขึ้นมาเป็นกองกลาง
ระดับชาติ โดย พอช. สนับสนุนงบประมาณ 2 ล้านบาท จากนั้นในพื้นที่ต่าง ๆ ก็ได้ไปจัดตั้งกองทุน
สวัสดิการผู้นำขึ้นในระดับจังหวัด เพื่อดูแลผู้นำกลุ่ม/องค์กรต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิก โดยใช้ฐานการออม
-3-
วันละบาทเป็นส่วนใหญ่ โดย พอช. ได้กระจายกองทุนสมทบไปที่ระดับภาคดำเนินการไปได้
ประมาณ 1 ปี มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนสัวสดิการผู้นำ 1,501 คน ซึ่งในหลายพื้นที่ก็มีคำถาม
ว่าทำไมจึงต้องแยกจัดสวัสดิการเฉพาะผู้นำ ทำให้มีการขยายการจัดสวัสดิการสู่สมาชิกขึ้น โดยวาง
โครงสร้างการบริหารจัดการและเงินกอทุนไว้ที่ระดับตำบลเป็นหลัก (303 บาท/ราย) ระดับจังหวัดมี
การประสานเชื่อมโยง (12 บาท/ราย) และระดับชาติสนับสนุนกรณีเจ็บป่ายร้ายแรง และเสียชีวิต
(50 บาท) ในส่วนของผู้นำก็จะสมทบเพิ่มจากสมาชิกและได้สวัสดิการจากกองทุนระดับชาติสูงกว่า
แต่ระบบที่วางดังกล่าว ทำให้มีภาระในการจัดการสูงและเป็นระบบที่รวมศูนย์ จึงได้ยกเลิกไป เน้น
การส่งเสริมให้เกิดกองทุนสวัสดิการในระดับพื้นที่เป็นหลัก โดยไม่ต้องตัดเงินมาสู่ส่วนกลาง ให้มี
การเชื่อมโยงกันเฉพาะเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมกันส่งเสริมให้เกิดกองทุนสวัสดิการใน
ระดับชุมชนท้องถิ่น โดยแกนนำได้มาร่วมวางหลักการสำคัญ ในเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชน ไว้ดังนี้
1. เริ่มทำจากสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่ลอกแบบมาทั้งชุด
2. เริ่มจากเล็กไปใหญ่
3. เงินเป็นเครื่องมือไม่ใช่เป้าหมาย ใช้เงินสร้างเงื่อนไขให้เกิดการพัฒนา
4. เป็นการช่วยเหลือแบบที่ไม่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกในชุมชน
5. เป็นองค์รวมที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน อาจเริ่มจากฐานการพัฒนาด้านใด ๆ ด้าน
หนึ่ง แล้วขยายไปสู่ด้านอื่น ๆ
6. เป็นทั้งผูให้และผู้รับ
7. ทำด้วยความรัก และความอดทน
ภาพรวมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนในช่วงปี 2548 – 2549
จากรูปแบบการจัดสวัสดิการโดยฐานทุนด้านต่าง ๆ ของชุมชนการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ
และการจัดสวัสดิการผู้นำแล้ว ในปี 2547 เครือข่ายชุมชนด้านสวัสดิการ ได้มีการสัมมนา
“สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งยืน” มีการให้ความหมายของสวัสดิการชุมชน คือ การสร้าง
หลักประกันเพื่อความมั่นคงของคนในชุมชน ซึ่งหมายรวมถึงทุกอย่างที่จะทำให้คนในชุมชนมีความ
เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในรูปของสิ่งของ เงินทุน น้ำใจ การช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต
ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
หัวใจของการจัดสวัสดิการชุมชน คือการพึ่งตนเองและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน “ให้อย่างมี
คุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี” การจัดสวัสดิการตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและอยู่ร่วมกันกับ
ธรรมชาติ อย่างเห็นคุณค่า อยู่บนพื้นฐานของศาสนา ภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น และการมีส่วน
ร่วมในทุกระดับ
ผลของการจัดสวัสดิการชุมชน คือ การเกิดความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชน การช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน ความรู้สึกมั่นคง ภาคภูมิใจ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความสุขทั้งทางกาย และทางจิตใจ
ซึ่งต่อเนื่องจากการสัมมนาดังกล่าวทำให้ชุมชนได้มีสรุปแนวทางการขับเคลื่อนขบวนการ
สวัสดิการชุมชน โดยมุ่งให้เกิด”กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล” ที่แหล่งทุนมาจากการสมทบของ
-4-
3 ฝ่าย คือ จากชุมชน รัฐส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสรุปสาระสำคัญฐานคิด
แนวทางการขับเคลื่อนและข้อเสนอเชิงนโยบายเป็นดังนี้
หลังจากที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ได้อนุมัติ
งบประมาณสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนจำนวน 32.5 ล้านบาท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้
ออกข้อบังคับสถาบัน ว่าด้วย โครงการพัฒนาสวัสดิการชาวบ้าน มีคณะกรรมการโครงการจาก
ตัวแทนชุมชนในแต่ละภาค ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมวางกรอบแนวทางการสนับสนุน
กองทุนสวัสดิการชาวบ้าน ให้การสนับสนุนงบประมาณกองทุนสวัสดิการชาวบ้านระดับตำบล โดยมี
เงื่อนไขเรื่องการสมทบสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามข้อเสนอจาการ
สัมมนาของขบวนการสวัสดิการชุมชน ด้วยเห็นว่าตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย
ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 รัฐบาลกลางได้กระจายภารกิจด้านการจัดสวัสดิการ
ไปสู่ อปท. ซึ่งถ้าหากเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับ อปท. แล้วจะทำให้เกิดกองทุน
สวัสดิการชุมชนท้องถิ่นที่มีความยั่งยืนต่อเนื่องต่อไป
โดยในช่วงต้น ได้มีการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการในส่วนของพื้นที่ครู 14 พื้นที่ จากฐานทุน
ประเภทต่าง ๆ ทั้งจากฐานองค์กรการเงิน (คลองเปียะ , ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้านพะเยา ,
สัจจะสะสมทรัพย์ จ.จันทบุรี) ออมสัจจะวันละบาท (ลำปาง , น้ำขาว , นครชุม) บูรณาการกองทุน
(บ้านขาม , หนองสาหร่าย) แผนชุมชน (ประดู่ยืน , ต.เปือย) ศาสนาอิสลาม (ป่าคลอก) การเงินและ
สาระสำาคัญสวัสดิการชุมชน
ฐานคิด
.. สร้า้างหลักประกันเพืื่อ
ความมัั่นคง เพืื่อความ
เป็น็นอยู่ท่ทีี่ดีขึึ้นของคนใน
ชุมชน
.. เป็น็นเรืื่องเกีี่ยวกับวิถีชีวิต
ตัั้งแตเ่กิด แก่ ่เจ็บ ตาย
ทัั้งสิิ่งของ เงิน น้ํ้ำาใจ
.. หัวใจสำาคัญ คือ การ
พึึ่งตนเอง และการ
เกืื้อกูลลักษณะ “ให้อ้อย่า่าง
มีคุณค่า่า -รับอย่า่างมี
ศักดิ์ิ์ศรี”
แนวการขับเคลืื่อน
.. มุ่ง่งเน้น้นให้เ้เกิดชุมชน
สวัสดิการ หนึึ่งชุมชน หนึึ่ง
หมูjบา้น,ตำาบล
.. ให้ท้ทุนในชุมชน โดยเฉพาะ
“องค์ก์กรการเงิน” เป็น็นตัว
เชืื่อมโยงสวัสดิการและ
บูรณาการกองทุน+ขยายผล
“ออมวันละบาท”
.. จัดการประชาสัมพันธ์ค์ความรู้ .
สร้า้างตน้ แบบ และเผยแพร่่
.. ใช้ก้กระบวนการแผนชุมชน
เป็น็นเครืื่องมือเชืื่อมโยง
สวัสดิการกับแผนท้อ้องถิิ่น
ข้อ้อเสนอเชิงนโยบาย
.. รัฐกำาหนดเรืื่อง “สวัสดิการชุมชน
เป็น็นวาระแห่ง่งชาติ”โดยรัฐสนับสนุน
ตามแนวทางสวัสดิการชุมชน
.. สนับสนุนงบสวัสดิการชุมชน
โดยตรงสู่อ่องค์ก์กรชุมชน เช่น่น งบ
กองทุนผู้ส้สูงอายุ อำาเภอละหนึึ่ง
ล้า้านบาท/สมทบให้ช้ชุมชนในอัตรา
1:1
.. ให้อ้องค์ก์กรชุมชนมีส่ว่วนร่ว่วมในการ
บริหารจัดการกองทุนสวัสดิการทีี่มี
อยู่ต่ตามกฎหมาย
.. องค์ก์กรชุมชนมีส่ว่วนร่ว่วมในการออก
กฎหมายทีี่เกีี่ยวข้อ้องกับสวัสดิการ
สังคม
-5-
สินเชื่อ (ฮักเมืองน่าน) จากนั้นได้กระจายการสนับสนุนสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในพื้นที่ต่างๆ
ตามความพร้อม เนื่องจากการจัดสวัสดิการในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการจัดในระดับหมู่บ้าน
จากแนวทางการสนับสนุนที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับ อปท. ทำให้เกิดเป็น
กองทุนระดับตำบลขึ้นมา ซึ่งผู้เข้าร่วมในช่วงต้นอาจมาจาก 2 - 3 หมู่บ้าน แต่วางเป้าหมายการ
ขยายให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านมากขึ้น
ผลจากการขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในช่วงปี 2548 – 2549 ได้มีกองทุน
สวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ที่ พอช. สนับสนุนงบประมาณสมทบแล้ว 191 ตำบล และพื้นที่ที่เกิด
กองทุนสวัสดิการชุมชนโดยที่ พอช. ไม่ได้สมทบงบประมาณ 395 ตำบล/เมือง ภาพรวมข้อมูลผลที่
เกิดขึ้นเป็นดังนี้
ภาพรวมการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนในช่วงปี 2548 – 2549
จากข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชน 191 ตำบล จำนวนหมู่บ้านที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 1,484
.หมู่บ้าน/ชุมชน จากหมู่บ้านทั้งหมด1,912 หมู่บ้าน จากจำนวนสมาชิกตั้งต้น/ก่อนการได้รับการ
สมทบกองทุนรวม 67,256 ราย ได้มีสมาชิกปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 133,100 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้น
ประมาณเท่าตัว จากเงินทุนสวัสดิการตั้งต้น/ก่อนได้รับการสนับสนุนงบรวม 18,441,663 บาท
ปัจจุบันมีเงินทุนสวัสดิการเพิ่มขึ้นเป็น 125,487,683 บาท หรือเพิ่มขึ้น 5.8 เท่า จากภาพรวม
ดังกล่าว สามารถจำแนกเป็นรายภาค ได้ดังนี้
หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวนสมาชิก จำนวนเงินกองทุน
ภาค
จำนวน
กองทุน ทั้งหมด เข้าร่วม ตั้งต้น ปัจจุบัน ตั้งต้น ปัจจุบัน
กรุงเทพฯ/ปริมณฑล 5 149 32 678 1,614 295,385 1,020,339
กลางตอนบน 17 171 156 6,797 13,092 1,106,877 11,385,278
ตะวันตก 17 166 137 5,309 9,536 718,852 4,582,854
ตะวันออก 29 159 148 7,446 12,838 1,697,747 42,919,589
ตะวันออกเฉียงเหนือ 41 495 406 16,182 24,572 4,384,978 26,695,865
เหนือ 38 403 309 16,962 22,613 7,528,824 14,744,087
ใต้ 44 369 296 13,882 48,835 2,709,000 24,139,671
รวม 191 1,912 1,484 67,256 133,100 18,441,663 125,487,683
จากจำนวนเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนดังกล่าว สามารถจัดกลุ่มขนาดกองทุนได้ 6 ระดับ
กองทุนสวัสดิการส่วนใหญ่มีขนาดเงินทุนอยู่ที่ 100,001 - 300,000 บาท มี 77 กองทุน หรือร้อยละ
42.78 รองลงมา คือ ขนาดกองทุน 300,001- 500,000 บาท มี 36 กองทุน หรือร้อยละ 20 ขนาด
กองทุนต่ำกว่า 100,000 บาท มี 22 กองทุน หรือร้อยละ 12.22 ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดกองทุน
-6-
500,001 - 1,000,000 บาท มี 21 กองทุน หรือร้อยละ 11.67 นอกจากนี้ขนาดกองทุน
2,000,001 บาทขึ้นไป มี 13 กองทุน หรือร้อยละ 7.22 ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดกองทุน 1,000,000 -
2,000,000 บาท มี 11 กองทุน หรือร้อยละ 6.11
หากจำแนกตามรายภาค ทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันตก ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้มีขนาดกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่อยู่ที่ 100,001-
300,000 บาท ในขณะที่ภาคตะวันออกมีขนาดกองทุนสวัสดิการชุมชนกระจายตัวใกล้เคียงกันในทุก
ระดับ แต่ละระดับมี 4-7 กองทุน สูงสุดอยู่ที่ขนาดกองทุน 1,000,000 - 2,000,000 บาท ส่วนเขต
กรุงเทพฯและปริมณฑล กองทุนสวัสดิการส่วนใหญ่มีขนาดต่ำกว่า 100,000 บาท สามารถพิจารณา
ความใกล้เคียง และความแตกต่างกันของกองทุนได้จากฐานการออม และการสมทบของแต่ละภาค
ตารางแสดงขนาดกองทุนสวัสดิการชุมชน (ตามรายภาค)
* หมายเหตุ จากกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งหมด 191 ตำบล มีข้อมูลจำนวนเงินกองทุน
สวัสดิการอยู่ 180 ตำบล
เมื่อแยกแหล่งที่มาเงินทุนในการจัดสวัสดิการแล้วพบว่า เงินกองทุนส่วนใหญ่มาจากทุน
ภายในชุมชน คือมาจากการออมของสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากฐานการออมวันละบาท ซึ่งส่วน
ใหญ่เป็นสมาชิกรายคน บางส่วนเป็นรายครอบครัว อีกส่วนหนึ่งมาจากผลกำไรจากกลุ่มออม
ทรัพย์ หรือผลการดำเนินการของกองทุนต่างๆในระดับตำบล รวมแล้วเป็นเป็นเงินทุนที่มาจากการ
ระดมทุนภายในถึง 88,029,079 บาท หรือร้อยละ 85 เป็นเงินสมทบจาก พอช.(เฉพาะที่เบิกแล้ว)
จำนวน 11,448,256 บาท เงินสมทบจากองค์กรปครองท้องถิ่น จำนวน 3,669,580 บาท หรือร้อย
ละ 4% ทั้งนี้เนื่องจากส่วนหนึ่งมีการยืนยันว่าจะสนับสนุน หรือได้บรรจุในแผนแล้วแต่ต้องรอให้ผ่าน
ข้อบัญญัติงบประมาณก่อน
ขนาดกองทุนสวัสดิการ
ชุมชน (บาท)
กรุงเทพ/
ปริมณฑล
กลาง
ตอนบน ตะวันตก ตะวันออก ตะวันออก
เฉียงเหนือ เหนือ ใต้ รวม
ต่ำกว่า 100,000 3 1 2 - 5 4 7 22
100,001 - 300,000 - 11 9 5 20 16 16 77
300,001- 500,000 2 5 3 6 3 7 10 36
500,001 - 1,000,000 - - 1 4 6 3 7 21
1,000,000 - 2,000,000 - - 1 7 1 - 2 11
2,000,001 ล้านขึ้นไป - 1 - 6 2 2 2 13
รวม* 5 18 16 28 37 32 44 180
-7-
แผนภูมิแสดงสัดส่วนเงินสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน
4% (3,669580 บาท)
11% (11,448,261 บาท)
85% (88,029,075 บาท)
การสมทบเงินกองทุน (บาท) สมาชิก/กลุ่ม
การสมทบเงินกองทุน (บาท) อปท.
การสมทบเงินกองทุน (บาท) พอช.
จากภาพรวมการสมทบเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งหมด สามารถจัดแบ่งตามรายภาคได้ดังนี้
ภาค เงินทุน การสมทบเงินกองทุน (บาท)
สวัสดิการ สมาชิก/กลุ่ม อปท. พอช.
กรุงเทพฯ/ปริมณฑล 1,020,339 697,279 - 250,000
กลางตอนบน 11,385,278 1,741,580 242,000 925,905
ตะวันตก 4,582,854 3,461,450 430,000 1,120,621
ตะวันออก 42,919,589 41,180,589 239,000 1,500,000
ตะวันออกเฉียงเหนือ 26,695,865 11,484,610 1,038,500 2,576,735
เหนือ 14,744,087 9,453,980 390,000 2,275,000
ใต้ 24,139,671 20,009,591 1,330,080 2,800,000
รวม 125,487,683 88,029,079 3,669,580 11,448,261
-8-
แผนภูมิแสดงประเภทกองทุนสวัสดิการชาวบ้าน (ตามที่มาของกองทุน)
13% (23 กลุ่ม)
6% (11 กลุ่ม) 4% (8 กลุ่ม)
29% (52 กลุ่ม)
48% (87 กลุ่ม)
ออมวันละบาท
ออมทรัพย์/สัจจะสะสมทรัพย์
บูรณาการกองทุน
ธุรกิจชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/อาชีพ
ออมวันละบาท+ออมทรัพย์/
หมายเหตุ : จากข้อมูล 181 กองทุน ขาดไปอีก 10 กองทุนที่ไม่สามารถระบุประเภทสวัสดิการชุมชนได้ในจำนวนทั้งหมด 191 กองทุน
นอกจากนี้ในหลายกองทุนยังมีหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมสนับสนุนสมทบด้วย เช่น สำนักงาน
พัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัด (พมจ.) สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการเขต (สสว.เขต)
หรือภายในชุมชนเองมีการบริหารจัดการงบประมาณโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่หน่วยงานรัฐ
สนับสนุนมาร่วมสมทบกับกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย
โครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น โครงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โครงการ SML เป็นต้น
ประเภทกองทุนสวัสดิการชุมชน 191 ตำบล จัดแบ่งตามที่มาของเงินกองทุน ได้ 5 ประเภท
คือ ออมวันละบาท 87 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 48 ของทั้งหมด ออมทรัพย์/สัจจะสะสมทรัพย์ 52 กลุ่ม
คิดเป็นร้อยละ 29 บูรณาการกองทุน 23 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 13 ธุรกิจชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/กลุ่ม
อาชีพ 11 กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ 6 และออมวันละบาทผสมกับออมทรัพย์/บูรณาการกองทุน 8 กลุ่ม
คิดเป็นร้อยละ 4 ตามแผนภูมิด้านล่างนี้
-9-
จากกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ พอช. สมทบงบประมาณใน 191 ตำบล ปี 2548 นำไปสู่พื้นที่
ขยายผล ปี 2549 เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนโดยที่ พอช. ไม่ได้สมทบงบประมาณ ซึ่งมีข้อมูล
ชัดเจนในส่วนของภาคใต้ และกรุงเทพฯ/ปริมณฑล ดังนี้
.. ภาคใต้ มีทั้งหมด 123 กองทุน มีสมาชิก 48,760 ราย และเงินกองทุนรวม
21,282,596 บาท เมื่อรวมกองทุนที่ได้รับงบสมทบแล้วจำนวนกองสวัสดิการภาคใต้
ที่มีข้อมูลแล้ว 167 ตำบล สมาชิกรวม 97,595 ราย เงินกองทุนรวม 45,422,186
บาท
.. กรุงเทพฯและปริมณฑล มีทั้งหมด 52 กองทุน จาก 235 ชุมชน มีจำนวนสมาชิก
15,363 ราย และเงินกองทุนรวม 18,137,261 บาท พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าร่วม
ขบวนการบ้านมั่นคง และแผนชุมชน หากรวมกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 พื้นที่ที่
ได้รับงบประมาณสมทบจากพอช.ไปด้วยแล้ว กรุงเทพฯ/ปริมณฑลจะมีกองทุน
สวัสดิการชุมชนทั้งหมด 57 ชุมชน จาก 267 ชุมชน มีจำนวนสมาชิก 16,977
ราย และเงินกองทุนรวม 19,157,600 บาท
.. ภาคกลางตอนบน มีกลุ่มที่จัดตั้งกองสวัสดิการที่ยังไม่ได้รับงบสมทบที่รวบรวม
ข้อมูลได้แล้ว 40 กองทุนที่มีข้อมูลสมาชิกและเงินกองทุนชัดเจนแล้ว 15กองทุน
สมาชิกรวม 5.087 ราย เงินกองทุน 1,563,026 บาท
รวมกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีการจัดตั้งและสามารถรวบรวมจำนวนเบื้องต้นได้แล้ว โดยที่
ยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบอุดหนุนจาก พอช.395 กองทุน สมาชิกรวม 89,216 ราย
เงินกองทุน 99,170,382.บาท ซึ่งเมื่อรวมกับ 191 กองทุนที่ได้รับการสนับสนุนไปแล้ว
จำนวนกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งหมด 586 กองทุน สมาชิกรวม 222.316 ราย เงินกองทุน
214,658,065 บาท และเป้าหมายการขยายกองทุนสวัสการที่ขบวนการสวัสดิการชุมชนแต่ละภาค
ได้วางแผนขยายผลในปี 2550 อีกประมาณ 900 ตำบล/เมือง
ผลที่เกิดขึ้นและความคืบหน้าการขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนรายภาค
1. ภาคใต้ จากจำนวนกองทุนที่ได้รับการสมทบงบประมาณ แล้ว 44 กองทุน
สมาชิกก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 13,882 ราย สมาชิกปัจจุบัน 48,835 ราย เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เงินก่อนทุน
สวัสดิการช่วงก่อตั้ง 2,709,000 บาท เงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน 24,139,671 บาท เพิ่มขึ้น 7.9 เท่า
(ถ้าไม่รวมของกลุ่มคลองเปียะ ซึ่งมีกองทุนสวัสดิการที่สะสมมานาน เงินกองทุนรวม 17,139,671
บาท เพิ่มขึ้นเป็น 5.3 เท่า) แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม
-10-
20,009,591 บาท หรือร้อยละ 82.23 ของกองทุนทั้งหมด สมทบจาก อบต. และอบจ. 1,330,080 บาท
หรือร้อยละ 5.5 สมทบจาก พอช. 2,800,000 บาท หรือร้อยละ 11.5
แหล่งที่มาของกองทุน 22 กลุ่ม หรือครึ่งหนึ่งมาจากการออมสัจจะวันละ 1 บาท มาจาก
การบูรณากองทุน นำดอกผลมาจัดสวัสดิการ 9 กลุ่ม วิสาหกิจชุมชน 3 กลุ่ม ผู้สูงอายุ 3 กลุ่ม
สวัสดิการผู้นำ 2 กลุ่ม รับขวัญเด็กเกิดใหม่ , ฌาปนกิจ , ประมง และศาสนาอย่างละ 1 กลุ่ม
ประเภทสวัสดิการที่จัดและปริมาณจ่ายสวัสดิการ ได้แก่ รับขวัญเด็กเกิดใหม่ 25 ราย
162,750 บาท เฉลี่ย 628 บาท/ราย ทุนการศึกษา 267 ราย 367,381 บาท เฉลี่ย 1,375 บาท/ราย
กรณีเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล/ไปโรงพยาบาล 3,032 ราย รวม 1,615,162 บาท เฉลี่ย 532 บาท/
ราย ผู้ด้อยโอกาส 106 ราย 52,243 บาท เฉลี่ย 492 บาท/ราย ผู้สูงอายุ 566 ราย 225,959 บาท
เฉลี่ยรายละ 87 บาท เสียชีวิต 293 ราย 1,645,640 บาท เฉลี่ย 5,616 บาท/ราย
นอกจากนั้น เป็นการจัดสวัสดิการงานสาธารณะประโยชน์ในชุมชนเงินยืมปลดหนี้ ครูสอนศาสนา
กองทุนซากาต เงินยืมจัดงานศพ ผ้าห่มศพ (มุสลิม) ช่วยเหลือผู้ประสบภัย สวัสดิการคนทำงาน
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคใต้ ส่วนหนึ่งเป็นการใช้ฐานกลุ่มออม
ทรัพย์เดิม ซึ่งได้ตัดผลกำไรมาตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ นำเงินไปปล่อยกู้ต่อ นำผลกำไรมาจัด
สวัสดิการ ทำให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างเช่น ต.คลองเปียะ ส่วนหนึ่งใช้เรื่องสวัสดิการทำให้
เกิดการเชื่อมโยงบูรณากองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน นำผลกำไรมาจัดสวัสดิการ บางส่วนก็
ต่อเนื่องจากการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งภาคใต้มีฐานทุนเดิม เรื่องการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุที่เป็น
ตัวอย่างของความต่อเนื่องยั่งยืน เช่น จ.กระบี่ (ซื้อสวนปาล์ม) จ.สตูล (ซื้อสวนยาง) จ.นราธิวาส
(ลงทุนทำหอพัก) ฯลฯ ส่วนที่เป็นการเคลื่อนขบวนใหม่ในช่วง 1 – 2 ปี เป็นการเผยแพร่แนวคิด
เรื่องการลดรายจ่าย สัจจะวันละบาท โดยมูลนิธิครูชบ – ปรานี ยอดแก้ว ซึ่งมีการขยายขบวนการ
อย่างรวดเร็ว โดยในพื้นที่ จ.สงขลา ได้ขยายสู่ตำบลต่าง ๆ 90 ตำบล สมาชิก รวม 64,000 ราย
เงินกองทุนรวม 20 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่า
ราชการจังหวัด รวมทั้งได้การจัดการความรู้ควบคู่กันไปตามโครงการจัดการความรู้ เพื่อพัฒนา
องค์กรการเงินมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่สนับสนุนโดย สกว. ซึ่งทำให้เกิดการขยายจากสงขลา สู่
พื้นที่นครศรีธรรมราช ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน สุราษฎร์ธานี พังงา
ในส่วนของสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การขับเคลื่อนขบวนสวัสดิการชุมชน
ในภาคใต้ 2 จังหวัด คือ จ.สงขลา และ จ.พังงา ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สนับสนุน โดยมี
แผนการสนับสนุนให้ครบทุกตำบล ในส่วนขององค์กรบริหารส่วนตำบลที่ได้มีการสมทบงบประมาณ
และเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น ตำบลท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่ง อบต. ได้ให้ความสำคัญ
กับเรื่องนี้ รวมทั้งมีกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบลที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(สปสช.) สนับสนุนเป็นโครงการนำร่องด้วยแต่ยังมีกองทุนสวัสดิการชุมชน อีกหลายแห่งที่ อบต.
และเทศบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญ/สมทบงบประมาณ โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ส่วน
ใหญ่เป็นการทำในส่วนของชุมชน
-11-
นอกจากกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณสมทบจาก พอช. จำนวน
44 กองทุน แล้ว ได้มีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้จัดตั้งขึ้นโดยไม่ได้รับงบสมทบจาก พอช. อีก 123
กองทุน จำนวนสมาชิกรวม 48,760 ราย เงินกองทุน 21,282,596 บาท และมีพื้นที่ที่จะขยาย
ต่อเนื่องอีก ประมาณ 100 กองทุนในปี 2550
2. ภาคเหนือ 38 กองทุน สมาชิกก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 16,962 ราย สมาชิกปัจจุบัน
22,613 ราย เพิ่มขึ้น 0.3 เท่า เงินกองทุนสวัสดิการช่วงก่อตั้ง 7,528,824 บาท เงินกองทุนสวัสดิการ
ปัจจุบัน 14,744,087 บาท เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่าตัว แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และ
ดอกผลจากกลุ่ม 9,453,980 บาท หรือร้อยละ 78.00 ของกองทุนทั้งหมด สมทบจาก อบต. 390,000
บาท หรือร้อยละ 3.22 สมทบจาก พอช. 2,275,000 บาท หรือร้อยละ 18.77
แหล่งที่มาของกองทุน เกินครึ่งหนึ่ง มาจากการออมวันละบาท มี 25 กลุ่ม ส่วนหนึ่งมา
จากการเผยแพร่แนวคิด “ออมวันละบาทเพื่อสวัสดิการ”ตามแนวของ จ.ลำปาง แม้ว่าชุมชนจะมีฐาน
กลุ่มเดิมอยู่ แต่ก็ได้ตั้งกองทุนสวัสดิการออมวันละบาทเพิ่มขึ้นมาแยกเป็นกองใหม่ หรือบางชุมชนก็
ทำสัจจะออมวันละบาทมาตั้งแต่เดิม
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลแม่แฝกใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ มาจาก
ฐานศาสนา แตกตัวออกมาจากเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 16 กลุ่ม/
หมู่บ้าน รวม 1,489 ราย ทำการออมสัจจะทุกเดือน ในจำนวนนี้มีชมรมผู้สูงอายุ หมู่ที่ 16
ออมสัจจะเดือนละ 10 บาทร่วมด้วย รวมเงินออมทั้งหมด 100,310 บาทต่อเดือน มี
เงินทุนหมุนเวียน 1,902,493 บาท และกองทุนสวัสดิการชุมชน 241,679 บาท (ข้อมูล
ณ. วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548) แต่ละกลุ่มจัดสวัสดิการของตนเองขึ้นมา ถ้ามีทุน
จ่ายสวัสดิการไม่พอ ทางเครือข่ายก็จะสมทบให้กับกลุ่มนั้นๆ จากทุนส่วนหนึ่งที่สมาชิก
(กลุ่ม)ออมเดือนละ 100 บาทไว้ตรงกลาง รวมกับกำไรจากกลุ่มสัจจะฯ และสหกรณ์
ร้านค้าสัจจะฯ
เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2548 เครือข่ายฯ จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล
“ออมวันละบาท” แยกใหม่ขึ้นมาอีกกองหนึ่ง โดยเปิดรับสมาชิกจากทุกกลุ่ม/หมู่บ้าน
ปัจจุบันมีประมาณ 260 ราย ทำการออมสัจจะ 30 บาทต่อเดือน มีเงินทุนประมาณ
30,000 กว่าบาท และ พอช. สมทบอีก 50,000 บาท (มิถุนายน 2549) จัดสวัสดิการ 5
เรื่อง ได้แก่ สวัสดิการเกิด เจ็บ ตาย และสวัสดิการคนทำงาน “อาสา” จุดเด่นอยู่ที่
กิจกรรมถอดผ้าป่าความดี เพื่อระดมทุนสมทบ และกระตุ้นให้คนทำงานเสียสละเพื่อ
ส่วนร่วมมากขึ้น โดย “วัดเจดีย์แม่ครัว” เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรม รวบรวมข้อมูล
ชุมชน โดยรวมแล้ว ต.แม่แฝกใหม่ ถือได้ว่ามีฐานทุนอยู่มาก และมีการจัดสวัสดิการอยู่
หลายแหล่ง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้การจัดกองทุนสวัสดิการ
ชุมชนระดับตำบล “ออมวันละบาท” ที่เกิดขึ้นใหม่ ได้เชื่อมต่อกับฐานทุนที่มีอยู่
เดิม บูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อเสริมทุนที่มีอยู่ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะสามารถ
ช่วยเหลือดูแลคนในชุมชนได้กว้างขวาง และยั่งยืนต่อไป
-12-
กองทุนที่มาจากการออมวันละบาทผสมออมทรัพย์ มี 3 กลุ่ม เป็นการผสมผสานทุนเดิมกับ
ทุนใหม่เข้าด้วยกัน มาจากการบูรณาการกองทุน 8 กลุ่ม เช่น ออมวันละบาท + กำไรกลุ่มออม
ทรัพย์ + กำไรกองทุนหมู่บ้าน + กำไรกลุ่มอาชีพ + งบบริจาค/สนับสนุน + เงินบริจาค/ทอดผ้าป่า
เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหลายพื้นที่มีแผนงานการบูรณาการกองทุนในตำบล อยู่ระหว่างทำความเข้าใจ
และประชุมหารือร่วมกัน โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มอาชีพ
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ถือ
เป็น กองทุนเพื่อคนจน และคนด้อยโอกาสที่เห็นเด่นชัด มาจากฐานบูรณาการกองทุน
นำกำไรทั้งหมดจากกลุ่มสัจจะออมทรัพย์สินเชื่อเพื่อการพัฒนาแบบองค์รวม มารวมกับ
“ออมวันละบาท” ของสมาชิก รวมถึงเงินสนับสนุนแผนแม่บทชุมชน 20,700 บาท และ
โครงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นอีก 18,000 บาท นอกจากนี้ อบต. สมทบ 20,000 บาท และ
พอช. สมทบ 50,000 บาท รวมทุนไว้ที่เดียวกันเพื่อจัดสวัสดิการ ปี2549 มีเงินทุน
ประมาณ 500,000 บาท นำมาแบ่งเป็นงบสวัสดิการ 30% งบบริหารจัดการ 30% และงบ
จัดประชุม/กระบวนการเรียนรู้/เชื่อมโยง 40 % ในส่วนเงินสมทบจาก พอช. 50,000 บาท
จะเก็บไว้ใช้จ่ายสวัสดิการกรณีเสียชีวิตเป็นหลัก
กองทุนเน้นให้คนชายขอบเข้ามาเป็นสมาชิก ในปี 2545 มีสมาชิก 500 กว่าคน
ต่อมาลาออกไป 100 กว่าคน ปัจจุบันปรับรูปแบบทำใหม่อีกครั้ง มีสมาชิกอยู่ 300 กว่า
คน ส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยใหญ่ ลีซอ อาข่า มูเซอ ชาวจีน ฯลฯ ออมแบบรายเดือน ราย
งวด หรือรายปีก็ได้ (365 บาท) ทางกองทุนจะออก “บัตรสีเขียว” ให้กับสมาชิกไว้ไปใช้
บริการโรงพยาบาล คลินิกตำบล/หมู่บ้าน เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีบัตร 30 บาทฯ แต่
สมาชิกมักไม่ใช้สิทธิรักษาพยาบาลกัน เพราะยังพึ่งการรักษาจากหมอพื้นบ้าน
นอกจากสวัสดิการกรณีเจ็บป่วย ที่สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ไม่เกิน 5 เท่าของเงินออม
สมาชิก แล้วยังมีสวัสดิการผู้สูงอายุ อายุครบ 60 ปี ได้รับเบี้ยปีละ 1,000 บาท ปัจจุบันมี
สมาชิกได้รับแล้ว 1 ราย เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาววัยทำงาน ทางกองทุน
ฯได้ประสานแผนกับ อบต.จะรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพเข้ามาในปีต่อไป และ
สวัสดิการกรณีเสียชีวิต ได้รับเงินช่วยเหลือ 5 เท่าของเงินออมสมาชิก (อย่างต่ำ 365
บาทต่อปี จะได้เงินช่วยเหลือ 1,825 บาท ถ้าออมครบ 5 ปี จะได้ 9,125 บาท )
การออมแบบผูกพัน - ถ้าเป็นสมาชิกแค่ปีเดียว จะเลือกใช้สวัสดิการได้เรื่องเดียว
แต่ถ้าเป็นครบ 5 ปี จะได้สวัสดิการทุกประเภท ถ้าลาออกก็จะได้เงินออมคืน และขายสิทธิ์
ให้กับคนอื่นต่อ แต่ไม่มีใครอยากออก มักจะออมสะสมกัน เพราะต้องการเงินสวัสดิการ
ยามเสียชีวิต ในปี 2550 นี้จะครบรอบ 5 ปี ซึ่งยังต้องรอดูการเติบโตของกองทุนต่อไป
-13-
นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่ยังคงใช้ฐานกลุ่มออมทรัพย์เดิมเพียงกลุ่มเดียว คือ กองทุน
สวัสดิการชุมชนตำบลหนองบัว จ.น่าน ออมทรัพย์เดือนละ 10 บาท และมีกองทุนสวัสดิการโรงสี
ชุมชนหนึ่งแห่งที่ ต.เนินปอ จ.พิจิตร สมาชิกได้รับสวัสดิการในฐานะหุ้นส่วนธุรกิจชุมชน และขยาย
สวัสดิการไปยังกลุ่มคนต่าง ๆ ในชุมชนด้วย
โรงสีสวัสดิการชุมชนตำบลเนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร เริ่มมาจาก SIF
สนับสนุน จัดสวัสดิการให้กับสมาชิก ที่ถือหุ้นเป็นรายปี คนละไม่เกิน 10,000 บาท
ปัจจุบันมีสมาชิก 1,072 ราย จากประชากรทั้งหมด 6,356 คนใน 20 หมู่บ้าน โดยที่คน
ภายนอกก็สามารถมาถือหุ้นร่วมได้ โรงสีชุมชนมีเงินทุน 3.7 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนวัตถุ
ถาวร เงินทุนหมุนเวียน และเงินสวัสดิการที่ได้จากการแบ่งกำไร 35% ของทุกปี ในปี 2549
มีกำไรที่เป็นเงินทุนสวัสดิการ 70,000 บาท และ พอช. สมทบอีก 50,000 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้
จะเก็บไว้เป็นเงินคงคลังก่อน ยังใช้เงินกำไรจากโรงสีจัดสวัสดิการเป็นหลักอยู่
สวัสดิการที่สมาชิกได้รับ คือ เงินปันผล กรณีสมาชิกเสียชีวิต ให้ข้าวสารคนละ
กระสอบ (ราคา 700 บาท) ได้รับไปแล้ว 8 ราย แผนงานต่อไปจะขยายประโยชน์สวัสดิการ
ให้เงินช่วยเหลือค่าทำศพรายละ 1,000 บาท โดยเอาเงินจากโรงสีจ่ายไปก่อน พอถึงสิ้นปีก็
หักออกจากกำไรในส่วนของกองทุนสวัสดิการไป นอกจากนี้ยังได้นำข้าวสารไปมอบให้กับ
คนยากจน คนด้อยโอกาส รวม 120 ราย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์
ต่างๆ เช่น บริจาคสึนามิ ไฟไหม้ งานบุญ เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ทุนการศึกษามาอย่าง
ต่อเนื่อง ในปี 2548 ให้ทุนการศึกษากับนักเรียนใน 8 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงเรียน
ประถมศึกษา 7 โรงเรียนๆละ 4,000 บาท และ โรงเรียนมัธยมศึกษา 1 โรงเรียน
นอกจากนี้ยังสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอีก 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ต.เนิน
ปอ เป็นพื้นที่หนึ่งที่จัดทำแผนแม่บทชุมชน สามารถประสานความร่วมมือ กับ กศน. อนามัย
อบต. ได้อย่างดี ช่วยกันจัดทำข้อมูลชุมชน นำไปสู่กิจกรรมต่างๆ อีกทั้งยังมีฐานกลุ่มออม
ทรัพย์ ศูนย์สาธิตการตลาด เป็นกลุ่มที่เข้มแข็งมีการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกในกลุ่ม
กันเอง ทางโรงสีได้หารือกันว่าจะทำ “ออมวันละบาท” เพิ่มขึ้นดีหรือไม่ เนื่องจาก
ตอนนี้ในตำบลมีหลายกลุ่ม กองทุน ที่สมาชิกออมกันอยู่ เกรงว่าจะเพิ่มภาระการ
ออมให้กับสมาชิก ในส่วนของโรงสี ก็มีแผนจะขยายสวัสดิการให้ประโยชน์กับสมาชิกเพิ่ม
มากขึ้นต่อไป
-14-
ประเภทสวัสดิการที่จัดให้กับสมาชิก และคนในชุมชน แต่ละกลุ่มมี 4 - 9 เรื่อง โดย
ส่วนใหญ่สวัสดิการ 4 เรื่องในช่วงเริ่มแรกนั้นได้แก่ สวัสดิการรับขวัญเด็กเกิดใหม่ หรือ คลอดบุตร +
สวัสดิการกรณีเจ็บป่วย + สวัสดิการกรณีเสียชีวิต + สวัสดิการคนทำงาน ประเภทที่เพิ่มขึ้นมา คือ
ทุนการศึกษา และสวัสดิการช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาส ส่วนสวัสดิการผู้สูงอายุในรูปของเบี้ย
บำนาญนั้นได้กำหนดไว้ในระเบียบกองทุนฯ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการจ่ายสวัสดิการประเภทนี้
เนื่องจากกองทุนฯได้กำหนดช่วงอายุของสมาชิกที่จะได้รับสวัสดิการไว้ที่ อายุ 60 ปีขึ้นไป หรือ 70
ปีขึ้นไป และกองทุนใหม่ๆเพิ่งเริ่มทำได้ไม่นาน อย่างไรก็ดีบางกองทุนก็ได้มีการจ่ายสวัสดิการไป
แล้ว แต่น้อยราย เช่น ตำบลแม่สลองนอก จ.เชียงราย ตำบลแม่นะ จ.เชียงใหม่ (กลุ่มออมทรัพย์
เครดิตยูเนี่ยนเดิม) จำนวนเงินสวัสดิการที่จ่ายให้กับสมาชิกมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละพื้นที่
สวัสดิการรับขวัญเด็กแรกเกิด หรือคลอดบุตร จ่ายให้รายละ 500 บาท สวัสดิการรักษาพยาบาล
กรณีเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล จ่ายให้คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 5 คืน (500 บาท) ถึง 20 คืน (1,000
บาท) กรณีผู้ป่วยนอก บางกองทุนจ่ายสวัสดิการ 30 บาทรักษาทุกโรคให้กับสมาชิกด้วย โดยตั้ง
เพดานไว้ไม่เกิน 6 ครั้งต่อปี กรณีประสบอุบัติเหตุ จ่ายให้รายละ 500 -1,000 บาท สวัสดิการกรณี
เสียชีวิต ในปีแรกจ่ายให้อยู่ระหว่าง 3,000 – 10,000 บาท โดยแต่ละกองทุนจะกำหนดเพดานเอาไว้
แตกต่างกัน ในที่นี้ยอดสูงสุดอยู่ที่ 50,000 บาท ภายใน 10 ปี
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน มาจากการจัดทำแผน
แม่บทชุมชน ทำให้ค้นพบคนยากจน จึงรวมตัวเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยการออมเพื่อจัด
สวัสดิการ (ต.ค. 2548) เริ่มแรกมีสมาชิก 300 กว่าคน มีเงินทุน 3,000 กว่าบาท ปัจจุบันเพิ่ม
เป็น 419 คน มีเงินทุน 45,000 บาท สมาชิกออมเดือนละ 10 บาท ครบ 6 เดือนถึงจะได้รับ
สวัสดิการ 6 เรื่อง ได้แก่ สวัสดิการเกิด เจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต ทุนการศึกษา
ซึ่งกองทุนฯ ได้นำเงินสมทบ จาก พอช. 50,000 บาท ไปสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเยาวชนทุก
หมู่บ้านๆละ 1,000 บาท รวม 8,000 บาท และเชื่อมโยงกิจกรรมกับโรงเรียนด้วย และทุน
กู้ยืมหมุนเวียน จากเงินที่เหลืออยู่ 42,000 บาท จึงนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนปล่อยกู้ยืม
ฉุกเฉิน หมุนหนี้ให้กับสมาชิกที่เดือดร้อนเร่งด่วน ก็จะกู้ยืม 20,000-30,000 บาท ไปใช้คืน
ธกส. แล้วก็ทำสัญญากู้ยืมกับ ธกส. รอบใหม่ นำเงินที่ได้มาคืนกองทุนพร้อมดอกเบี้ย 10,000
ละ 100 บาท เพื่อให้สมาชิกคนอื่นกู้ยืมต่อไป ในหนึ่งสัปดาห์สามารถบริหารจัดการด้วยวิธีนี้
ได้ถึง 6- 7 ราย ซึ่งช่วยเหลือไปแล้ว 10 กว่าราย หากถามว่า เงินออมของสมาชิก 10 บาทต่อ
เดือนนั้นเพียงพอต่อการจัดสวัสดิการหรือไม่ ปัจจุบันทางกองทุนฯ ยังสามารถบริหารจัดการ
ให้เพียงพอได้อยู่ เนื่องจากสมาชิกยังไม่ค่อยมีการเบิกจ่ายสวัสดิการ บางเดือนจ่ายไป 400 -
700 บาทเท่านั้น จึงนำเงินไปลงทุนทำกิจกรรมอื่นๆด้วย เพื่อขยายกิจกรรมออกไป เช่น กลุ่ม
เยาวชน หรือการนำเงินไปหมุนหนี้ให้กับสมาชิก เพื่อที่ดอกผลกำไรจะได้กลับคืนสู่ชุมชน ซึ่ง
เป้าหมายที่แท้จริงนั้น คือ การปลดหนี้ให้กับสมาชิก ที่จะต้องทำให้เป็นจริงต่อไปในอนาคต
-15-
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคเหนือ ส่วนใหญ่จะมีฐานทุนเดิม ที่
เป็นกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพอยู่ ซึ่งมีการจัดสรรปันส่วนผลกำไรมาจัดสวัสดิการให้กับสมาชิก
ชุมชนหลายแห่งเชื่อมโยงกลุ่มคนจน คนด้อยโอกาสเข้ามาด้วย กลุ่มออมทรัพย์ส่วนใหญ่มีฐานการ
ออมไม่สูงมากนัก เช่น ออมสัจจะเดือนละ 10 – 30 บาท เมื่อพัฒนามาสู่การจัดกองทุนสวัสดิการ
ชุมชนในรูปแบบ “สัจจะออมวันละบาท” จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบการออมเดิมที่มีอยู่มากนัก การ
จัดสวัสดิการจะมุ่งไปยังเรื่องฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นหลัก คือ การช่วยเหลือกันยามตาย เมื่อหัน
มาใช้แนวคิดกองทุนสวัสดิการชุมชน จึงเน้นการช่วยเหลือกันยามเป็น ช่วยเหลือดูแลกันตั้งแต่เกิด
จนตายในทุกกลุ่มวัย
แม้ว่ารูปแบบ “ออมวันละบาทเพื่อสวัสดิการชุมชน” ของ จ.ลำปาง ได้ถูกเผยแพร่ไปยัง
ชุมชนต่างๆในภาคเหนือ ทำให้เกิดการรวมตัวกองทุนสวัสดิการชุมชนใหม่ ๆ ขึ้นมาจากฐานเดิม
แต่หลายชุมชนได้บูรณาการกองทุน หรือทำออมทรัพย์ผสมกับออมวันละบาทตั้งแต่เริ่มต้น
หลายชุมชนเริ่มทำออมวันละบาทก่อน แล้วค่อยมีแผนบูรณาการกองทุนตามมา อีกประการหนึ่ง
รูปแบบของ จ.ลำปาง มีระบบบริหารจัดการอยู่ที่ระดับจังหวัดเชื่อมโยงกับตำบล ซึ่งใน ต.ทรงธรรม
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นอีก
พื้นที่หนึ่งที่พยายามเชื่อมโยงงานเข้ากับการช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาสในชุมชน
แม้ว่าคนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกด้วยก็ตาม เดิม ต.ข่วงเปามีฐาน
เครือข่ายออมทรัพย์คริสตจักรข่วงเปาอยู่ ต่อมาในปี 2548 ได้ก่อตั้ง กองทุนสวัสดิการ
ชุมชนระดับตำบล “ออมวันละบาท” ขึ้นมาใหม่ เริ่มแรกมีสมาชิก 40 ราย มีเงินทุน
1,000 กว่าบาท ปัจจุบันเพิ่มเป็น 400 กว่าราย มีเงินทุน 50,000 กว่าบาท พอช.
สมทบ 50,000 บาท โดยแบ่งไว้จัดเวทีทำความเข้าใจ 30,000 บาท และสมทบจัด
สวัสดิการอีก 20,000 บาท กองทุนได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ที่ผ่าน
มาได้สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง 1 ราย เป็นเงิน 4,000 บาท และช่วยเหลือเงิน
ค่าจัดงานศพให้คนต่างด้าวที่อยู่ในชุมชน อีก 500 บาท เป็นต้น
นอกเหนือจากกิจกรรมของกองทุนแล้ว ในชุมชนก็ยังมีกิจกรรมโครงการด้าน
ผู้หญิง การช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ การป้องกันยาเสพติด กลุ่มเยาวชน งานพัฒนา
ของคริสตจักร ที่ยังสามารถเชื่อมโยงกันได้ ทำให้เครือข่ายออมทรัพย์คริสตจักรก็มา
เรียนรู้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มอยู่ในตำบลเดียวกัน และมีแผนงานขยายผู้นำ
โดยไปชวนคณะกรรมการยาเสพติดมาเข้าร่วมด้วย จึงเห็นความพยายามในการ
เชื่อมโยงงานสวัสดิการในชุมชนจากส่วนต่าง ๆ ที่ทำอยู่เข้าด้วยกัน
-16-
และต.นครชุมชน จ.กำแพงเพชร ก็มีระบบที่คล้ายคลึงกับ จ.ลำปาง แต่ทำอยู่ในระดับตำบล
เชื่อมโยงกับหมู่บ้าน แบ่งเงินทุนสวัสดิการ 365 บาท ไว้ที่กองทุนสวัสดิการหมู่บ้าน 235 บาท และ
ไว้ที่ตำบล 130 บาท เพื่อจัดสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ แต่ละหมู่บ้านจะได้ช่วยเหลือพึ่งพา
อาศัยกัน ซึ่ง ต.แม่นะ จ.เชียงใหม่ ก็อยู่ระหว่างการสร้างรูปแบบขยายลงฐานหมู่บ้านให้เติบโตด้วย
เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ในภาคเหนือยังมีพื้นที่ที่จัดกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยไม่ได้รับงบสมทบจาก
พอช. เป็นพื้นที่ใหม่เกิดขึ้นมา อย่างเช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน ต.แม่สลองนอก จ.เชียงราย ได้
ขยายผลไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ต.แม่สลองใน ต.แม่จัน ต.จันจั้วเหนือ ต.จันจั้วใต้ ใน อ.แม่จัน
ทั้ง 4 พื้นที่นี้ทำกองทุนมาแล้ว 1 ปีกว่า ส่วนต.เวียงทางคำ อ.แม่สาย ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน และ
ต.ปงน้อย อ.ดอยหลวง ที่อยู่ระหว่างการเรียนรู้ หรืออย่างกองทุนสวัสดิการชุมชนต.ล้อมแรด
จ.ลำปาง ได้ขยายผลไปสู่ ต. พระบาทวังตวง อ.แม่พริก มีเงินกองทุน 95,576 บาท และต.แม่วะ
อ.เถิน มีเงินกองทุน 20,660 บาท
ส่วนพื้นที่ต้นแบบสวัสดิการชุมชนเดิม ก็ได้มีการพัฒนากองทุนสวัสดิการของตนเองให้
เติบโตขึ้น อย่างเช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน ต.น้ำเกี๋ยน และ ฮักเมืองน่าน จ.น่าน ก็มาจาก
โครงการสินเชื่อที่ พอช. สนับสนุน และศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
(ต.หนองหล่ม และต.คือเวียง) พื้นที่ของทั้ง 2 จังหวัดนี้ ได้พัฒนาเป็นพื้นที่นำร่องจัดทำกองทุน
หลักประกันสุขภาพ ที่ อปท. ร่วมสมทบกับ สปสช. ด้วย
ในปี 2550 ขบวนการสวัสดิการชุมชนภาคเหนือมีแผนจะขยายผลไปอีก 101 ตำบล ทั้ง 15
จังหวัด จากพื้นที่ที่ได้ดำเนินการแล้วสู่พื้นที่ข้างเคียงต่อไป โดยยกระดับจากพื้นที่ตำบล สู่การ
เชื่อมโยงระดับจังหวัด จากเดิมที่ จ.ลำปาง เป็นรูปธรรมระดับจังหวัด และ อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย เป็น
รูปธรรมระดับอำเภอ
3. ภาคกลางตอนบน มีกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนงบสมทบแล้ว17 กองทุน
สมาชิกก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 6,797 ราย สมาชิกปัจจุบัน 13,092 ราย เพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว
เงินกองทุนสวัสดิการช่วงก่อตั้ง 1,106,877 บาท เงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน 11,385,278 บาท
เพิ่มขึ้น 9.3 เท่า แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม 1,741,580 บาท
หรือร้อยละ 59.86 ของกองทุนทั้งหมด สมทบจาก อบต. 242,000 บาท หรือร้อยละ 8.32 สมทบ
จาก พอช. 925,905 บาท หรือร้อยละ 31.82
 เงินกองทุนสวัสดิการ 11,385,278 บาท มาจากกองทุนสวัสดิการชุมชน ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
7,524,500 บาท ทำให้ยอดรวมสูง ในขณะกองทุนอื่นๆ มีเงินทุนสวัสดิการอยู่ระหว่าง 100,000 – 400,000 บาท
และส่งผลให้สัดส่วนเงินสมทบกองทุนสวัสดิการแตกต่างจากยอดรวมมาก
-17-
แหล่งที่มาของกองทุน ทั้ง 17 กลุ่ม มาจากการออมสัจจะวันละ 1 บาท เนื่องจากภาค
กลางตอนบนมีฐานการจัดขบวนการสวัสดิการผู้สูงอายุและสวัสดิการผู้นำขบวนองค์กรชุมชนมา
ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นขบวนการกองทุนสวัสดิการชุมชนของทุกคนในชุมชน
ประเภทสวัสดิการที่จัด ได้แก่ สวัสดิการกรณีเกิด เจ็บป่วย เสียชีวิต สวัสดิการ ผู้สูงอายุ
ทุนการศึกษา และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส รวมถึงสาธารณประโยชน์ เช่นเดียวกับกองทุน
สวัสดิการในภาคต่างๆ แต่ภาคกลางตอนบนนั้นมีหลายกองทุนที่จัดสวัสดิการกองทุนหมุนเวียน
เพื่อพัฒนาอาชีพด้วย
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคกลางตอนบน ส่วนใหญ่มาจากฐาน
กองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุจังหวัด หรือชมรมผู้สูงอายุ จ.สิงห์บุรี ปัจจุบันมี 10 ตำบล ซึ่งได้รับ
งบประมาณสมทบจาก พอช. ด้วย ได้แก่ ต.วิหารขาว ต.หัวป่า ต.ไม้ดัด ต.โพประจักษ์ ต.บาง
กระบือ ต.บางระจัน ต.ถอนสมอ ต.พิกุลทอง ต.หนองกระทุ่ม และต.ทองเอน ซึ่งมีรูปแบบการ
บริหารจัดการกองทุนออมวันละบาท (365 บาท) ที่ระดับจังหวัด (62 บาท) เชื่อมโยงระดับตำบล
(303 บาท) คล้ายกับรูปแบบกองทุนสวัสดิการผู้นำขบวนองค์กรชุมชนที่ทำกันในช่วงแรก แม้ว่า
ผู้นำส่วนใหญ่ที่ขับเคลื่อนงานจะเป็นผู้สูงอายุ แต่สมาชิกในตำบลก็มีคนทุกช่วงวัย ใช้วิธีการขยาย
ผลแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เนื่องจาก จ.สิงห์บุรี มีชมรมผู้สูงอายุ 67 ชมรมกระจายอยู่ในทุกตำบล
ถ้าเปรียบเทียบกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.อ่างทอง มีชมรมผู้สูงอายุเพียง 6 ชมรมเท่านั้น
นอกเหนือจากการประสานความร่วมมือกับอบต. ที่บางพื้นที่ร่วมสมทบแล้ว จ.สิงห์บุรี ยังได้เสนอ
เข้าแผน อบจ. เทศบาล และแผนพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เนื่องจาก พมจ. มีงบประมาณ
สนับสนุนกลุ่ม องค์กรชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับ พมจ. อยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีฐานมาจากกลุ่มออมทรัพย์เกษตร และทรัพยากร เช่น กองทุนสวัสดิการ
ตำบลเขาชนกัน อ.แม่วงค์ จ.นครสวรรค์ และมาจากฐานวิสาหกิจกลุ่มชุมชน เช่น กองทุน
สวัสดิการตำบลประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งเคยมีการจัดงานมหกรรมสวัสดิการชาวบ้าน
ชุมชนที่ทำกองทุนสวัสดิการจากทั่วทุกภาคได้ลงศึกษาดูงานในพื้นที่
ในปี 2550 ขบวนการสวัสดิการชุมชนภาคกลางตอนบน มีแผนจะขยายผลไปอีก 100 ตำบล
ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี 16 ตำบล จ.ชัยนาท 10 ตำบล จ.นครสวรรค์ 8 ตำบล จ.ลพบุรี 12 ตำบล จ.
สิงห์บุรี 11 ตำบล จ.สระบุรี 6 ตำบล จ.อยุธยา 14 ตำบล และ จ.อุทัยธานี 13 ตำบล นอกจากนี้
ในช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมาในหลายจังหวัดของภาคได้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งมีหลายหน่วยงาน
เข้าไปช่วยเหลือสงเคราะห์ และเป็นแผนงานเร่งด่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ พื้นที่เหล่านี้อยู่
ในขบวนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ที่ พอช.สนับสนุน ซึ่งได้มีการจัดทำแผนด้านสวัสดิการควบคู่กันไป
4. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกองที่ที่ได้รับการสนับสนุนงบสมทบแล้ว 41
กองทุน สมาชิกก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 16,182 ราย สมาชิกปัจจุบัน 24,572 ราย เพิ่มขึ้น 0.5 เท่า
เงินกองทุนสวัสดิการช่วงก่อตั้ง 4,384,978 บาท เงินกองทุน สวัสดิการปัจจุบัน 26,695,865 บาท
เพิ่มขึ้น 5.1 เท่า แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม 11,484,610 บาท
-18-
หรือร้อยละ 76.06 ของกองทุนทั้งหมด สมทบจาก อบต. 1,038,500 บาท หรือร้อยละ 6.88
สมทบจาก พอช. 2,576,735 บาท หรือ ร้อยละ 17.06
แหล่งที่มาของกองทุน 41 กลุ่ม มาจากออมทรัพย์/สัจจะสะสมทรัพย์ 16 กลุ่ม (ในที่นี้
รวมกลุ่มทรัพยากร เกษตร กองทุนหมู่บ้านด้วย) มาจากธุรกิจชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/กลุ่มอาชีพ 6
กลุ่ม มาจากออมวันละบาท 5 กลุ่ม มาจากออมวันละบาทผสมกับออมทรัพย์/บูรณาการกองทุน 2
กลุ่ม และบูรณาการกองทุน 1 กลุ่ม
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กองทุน
สวัสดิการชุมชนมากจากหลากหลายฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเกษตร กลุ่ม
ทรัพยากร กลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งได้มีการะดมทุนในรูปแบบออม
ทรัพย์ ออมวันละบาท และบูรณาการกองทุนดังที่กล่าวมาข้างต้น ขบวนการฯ ได้มุ่งเน้นการสร้าง
ความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ สำนักงานพัฒนาสังคมและ สวัสดิการ
จังหวัด (พมจ.) เข้ามาร่วมสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชน ส่งผลให้เกิดเครือข่าย อบต. ที่ช่วยขยาย
แนวคิดกองทุนสวัสดิการชุมชนออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในส่วนของการสร้างความเข้าใจขยาย
แนวคิดภายในชุมชนเอง ก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอยู่ในทุกพื้นที่ เพื่อให้สมาชิกใน
ชุมชนเข้าใจฐานคิดอย่างแท้จริง ว่าเป็นการช่วยเหลือดูแลกันตั้งแต่เกิดจนตาย ครอบคลุมทุกกลุ่ม
คนในชุมชน หรือจะเรียกว่าเป็นการออมบุญร่วมกัน ไม่ใช่เป็นสวัสดิการในรูปของประกันชีวิต ที่
เน้นเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อเป็นสมาชิกแล้ว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบของ
ภาคอยู่เป็นระยะ ดังเช่น ในช่วงเริ่มแรก (2548) ภาคได้จัดให้ชุมชนที่สนใจทำกองทุนสวัสดิการ ไป
ศึกษาดูงานที่ ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ และ ต.บ้านขาม อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ซึ่ง ต.วังแสง
อ.แกดำ จ.มหาสารคาม ก็ได้ไปร่วมเรียนรู้ด้วย หลังจากนั้นก็กลับมาทำในพื้นที่ของตนเองในปี
ต่อมา (2549) ต.วังแสง ก็กลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของชุมชนต่างๆในภาคด้วย เนื่องจาก อบต. มี
ส่วนร่วมกับชุมชนเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนขบวนการฯ ระดับจังหวัด ดังเช่นที่ จ.ร้อยเอ็ด จาก 4
กองทุนสวัสดิการชุมชนนำร่อง (ที่ พอช.ร่วมสมทบ) ได้ขยายแนวคิดกับ พมจ. ร่วมประสานความ
ร่วมมือกับ อปท. ทำให้ขยายผลได้อีก 17 ตำบล รวมเป็น 21 ตำบล โดย พมจ. สมทบเงินกองทุนฯ
ให้กับพื้นที่นำร่องพื้นที่ละ 60,500 บาท และพื้นที่ขยายผล30,000 บาท พมจ. เห็นความสำคัญใน
เรื่องนี้ เข้ามาสนับสนุน ปี 2550 จะขยายอีก 23 ตำบล และปี 2551 อีก 20 ตำบล รวมแล้ว
จ.ร้อยเอ็ด จะมีกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งหมด 192 ตำบล
5. ภาคตะวันออก จำนวนกองทุนที่ได้รับงบประมาณสมทบแล้ว29 กองทุน สมาชิก
ก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 7,446 ราย สมาชิกปัจจุบัน 12,838 ราย เพิ่มขึ้น 0.7 เท่า เงินกองทุน
สวัสดิการช่วงก่อตั้ง 1,697,747 บาท เงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน 42,919,589 บาท เพิ่มขึ้นถึง 24
เท่า แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม 41,180,589 บาท หรือร้อยละ
-19-
95.95 ของกองทุนทั้งหมด สมทบจาก อบต. 239,000 บาท หรือร้อยละ 0.56 สมทบจาก พอช.
1,500,000 บาท หรือ ร้อยละ 3.50
แหล่งที่มาของกองทุน 29 กลุ่ม มาจากออมทรัพย์/สัจจะสะสมทรัพย์ 24 กลุ่ม และมาจาก
ออมวันละบาท 5 กลุ่ม ซึ่งฐานเดิมมาจาก กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ 20 ตำบล กลุ่มออมทรัพย์ 3 ตำบล
วัฒนธรรม/ศาสนา 2 ตำบล กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต 1 ตำบล ธนาคารหมู่บ้าน 1 ตำบล
แผนแม่บทชุมชน 1 ตำบล และผู้สูงอายุ 1 ตำบล
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าร่วม
ขบวนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นด้วย ขบวนการสวัสดิการฯ จะแบ่งเป็น 2 สายหลัก ๆ คือ สายสัจจะ
สะสมทรัพย์ ที่ยึดวัด หรือ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ เป็นพื้นที่ปฏิบัติการตามฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น
ชาวบ้านที่อยู่ในย่านเดียวกัน แม้จะต่างตำบล อำเภอ ก็จะมีออมสัจจะ ทำกิจกรรมร่วมกันที่วัด
เชื่อมโยงกันเป็น เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จ.จันทบุรี มีสมาชิกทั้งหมด 121 วัด เข้าร่วม
ขบวนการฯ ที่พอช.สมทบแล้ว 20 วัด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการขยายผลแนวคิดและรูปแบบกองทุน
สวัสดิการชุมชนจากฐานศาสนา หรือสัจจะสะสมทรัพย์ออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย โดยหลักการ
สำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการกำไรของกำไรเพื่อจัดมาสวัสดิการให้กองทุนเติบโตยิ่งขึ้น เพื่อให้
สามารถดูแลสมาชิก และคนในชุมชนได้ต่อเนื่อง และยั่งยืน ส่วนอีกสายหนึ่ง คือ สายออมวันละ
บาท มาจากแนวคิดการจัดกองทุนสวัสดิการผู้นำขบวนองค์กรชุมชนเดิม แล้วพัฒนามาเป็นกองทุน
สวัสดิการชุมชน ในด้านการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น ส่วนใหญ่ได้ขยายแนวคิดสร้างความ
เข้าใจกับ อปท. แล้ว เนื่องจากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ มีเงินทุนสวัสดิการจำนวนมาก อบต. จึง
สนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์ สถานที่ หรือกิจกรรมกลุ่มอาชีพมากกว่า ไม่ได้สมทบเป็นตัวเงิน
ส่วนกองทุนสวัสดิการออมวันละบาท อบต. สมทบแล้ว 3 ตำบล
6. ภาคตะวันตก เป็นกองทุนที่ได้งบสมทบแล้ว 17 กองทุน สมาชิกก่อตั้ง/ก่อน
สนับสนุน 5,309 ราย สมาชิกปัจจุบัน 9,536 ราย เพิ่มขึ้น 0.8 เท่า เงินกองทุนสวัสดิการช่วงก่อตั้ง
718,852 บาท เงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน 4,582,854 บาท เพิ่มขึ้น 5.4 เท่า แยกเป็นเงินที่มา
จากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม 3,461,450 บาท หรือร้อยละ 69.06 ของกองทุน
ทั้งหมด สมทบจาก อบต. 430,000 บาท หรือร้อยละ 8.58 และสมทบจาก พอช. 1,120,621
บาท หรือร้อยละ 22.36
แหล่งที่มาของกองทุน 17 กลุ่ม มาจากบูรณาการกองทุน 6 กลุ่ม มาจากออมวันละบาท
5 กลุ่ม มาจากออมวันละบาทผสมออมทรัพย์/บูรณาการกองทุน 3 กลุ่ม มาจากออมทรัพย์ 2 กลุ่ม
และมาจากธุรกิจชุมชน/วิสาหกิจชุมชน 1 กลุ่ม
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในภาคตะวันตก ส่วนใหญ่มาจากฐานองค์กร
การเงิน และสวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว เมื่อจัดทำกองทุนสวัสดิการชุมชน จึงได้ใช้รูปแบบบูรณาการ
กองทุนเป็นส่วนใหญ่ หรือออมวันละบาทเพิ่มขึ้นมา หลายชุมชนจึงยังใช้ฐานเดิมอยู่ ภาคได้จัดเวที
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ ต.หนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ถือเป็นพื้นที่ตำบลต้นแบบหนึ่งที่ช่วยใน
การขยายผลกองทุนสวัสดิการชุมชนในรูปแบบของบูรณาการกองทุน กองทุนฯหลายแห่ง ได้รับ
-20-
การสมทบเงินจาก อบต.แล้ว สามารถประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นได้ดี อบต. ช่วยขยาย
แนวคิดอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ทางภาคตะวันตก ยังได้ทำการถอดองค์ความรู้กองทุนสวัสดิการ
ในจ.กาญจนบุรี และสนใจการจัดการความรู้ในเรื่องนี้ โดยได้ประสานความร่วมมือกับ
สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นแล้ว
7. เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีกองทุนที่ได้รับการสมทบงบประมาณ เพียง5
กองทุน สมาชิกก่อตั้ง/ก่อนสนับสนุน 678 ราย สมาชิกปัจจุบัน 1,614 ราย เพิ่มขึ้น 1.4 เท่า
เงินกองทุนสวัสดิการช่วงก่อตั้ง 295,385 บาท เงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน 1,020,339 บาท
เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า แยกเป็นเงินที่มาจากการออมของสมาชิก และดอกผลจากกลุ่ม 697,279 บาท
หรือร้อยละ 73.60 ของกองทุนทั้งหมด และสมทบจาก พอช. 250,000 บาท หรือร้อยละ 26.40
แหล่งที่มาของกองทุน 5 กลุ่ม ทั้งหมดมาจากออมวันละบาท ซึ่งแต่ละกองทุนมีฐานเดิม
คือ กลุ่มออมทรัพย์ เมื่อเข้าร่วมขบวนการสวัสดิการชุมชน จึงได้จัดกองทุนสวัสดิการชุมชนออมวัน
บาทบาท ขึ้นมาใหม่
การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นอกเหนือจาก 5 กองทุนแล้ว ในขบวนการบ้านมั่นคง ก็มีการจัดกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาด้วย
จากการออมทรัพย์เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย ในจำนวน 52 กองทุน จาก 235 หมู่บ้าน/ชุมชน มีจำนวน
สมาชิกรวม 15,363 ราย และมีเงินทุนสวัสดิการรวม 158,137,261 บาท กองทุนเหล่านี้ได้
ดำเนินการอยู่ โดยที่ พอช. ไม่ได้สมทบงบประมาณ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ขยายผลในปี 2550 ของ
ขบวนการสวัสดิการเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไป จะเห็นการเชื่อมโยงงานพัฒนาจากโครงการ
บ้านมั่นคง เข้ากับกองทุนสวัสดิการชุมชน
พื้นที่กองทุนสวัสดิการ
ชุมชน
จำนวน
ตำบล / เขต
หมู่บ้าน /
ชุมชน
จำนวน
กองทุน
จำนวน
สมาชิก เงินกองทุน
กรุงเทพฯ 11 48 11 2,860 3,900,000
นนทบุรี 7 17 17 4,160 13,432,270
สมุทรปราการ 18 121 10 8,613 796,880
ปทุมธานี 10 81 19 1,344 1,028,450
รวม 46 267 57 16,977 19,157,600
หมายเหตุ : จำนวนที่ได้หัก
5 พื้นที่ที่ได้รับสมทบกองทุน
สวัสดิการชุมชนออกไปแล้ว
นับเป็นพื้นที่ขยายผล
235 52 15,363 18,137,261
-21-
รูปแบบการขยายผลการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน
จากการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชนในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา พบว่า ได้มีรูปแบบการ
ขยายผลที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ รูปแบบการขยายผลกองทุนสวัสดิการชุมชนมีหลากหลายทั้งใน
ส่วนของการขยายฐานสมาชิกกองทุนสวัสดิการตำบล และการขยายผลสู่พื้นที่ตำบลอื่น ดังนี้คือ
1. การขยายเพิ่มสมาชิกกองทุน ในพื้นที่ตำบลให้ครอบคลุมกว้างขึ้น
จากจุดเริ่มต้นของกองทุนสวัสดิการตำบลให้หลายพื้นที่เริ่มจาก 1 – 2 หมู่บ้าน
หรือบางพื้นที่เริ่มจากทุกหมู่บ้าน แต่สมาชิกที่เข้าร่วมมีเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร
และครัวเรือนทั้งหมด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เริ่มกองทุนสวัสดิการใหม่ โดยใช้การออมวันละบาท ซึ่งถ้า
หากสมาชิกมีจำนวนน้อยส่งผลต่อจำนวนเงินทุนที่จะนำมาใช้จัดสวัสดิการ และการสนับสนุนของ
องค์กรปกครองท้องถิ่น การขยายสมาชิกให้ครอบคลุมสัดส่วนประชากรส่วนใหญ่จึงถือเป็นเรื่อง
จำเป็น การขยายสมาชิกกองทุนมีวิธีการหลายอย่าง เช่น
.. แกนนำขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนไปให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจในเวทีประชุม
ของหมู่บ้าน/ตำบล การประชุมสัญจร
.. การไปมอบสวัสดิการฌาปนกิจในงานศพ โดยแกนนำนำกองทุนไปร่วมมอบ
หรือให้บุคคลที่เป็นที่ยอมรับนับถือ เช่น นายอำเภอ นายยก อบต. เป็นผู้มอบ พร้อมทั้งแนะนำให้
ข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชน
.. การตั้งเป้าหมายการรณรงค์ หรือวางกติกาให้ทุกคนในครอบครัวเข้าเป็น
สมาชิก อย่างเช่นกรณีของสัจจะวันละบาทสงขลา ซึ่งนอกจากจะทำให้สมาชิกเพิ่มขึ้น จะทำให้เรื่อง
การลดรายจ่ายเพื่อสวัสดิการกลายเป็นกิจกรรมร่วมของครอบครัว การออมของเด็ก และสมาชิก
กองทุนสวัสดิการกระจายทุกช่วงวัย กระจายความเสี่ยงในการจ่ายสวัสดิการ
.. การประชุมใหญ่สมาชิกโดยเชิญแกนนำหมู่บ้านต่าง ๆ อบต. และหน่วยงานใน
พื้นที่มาร่วมด้วย ทำพิธีมอบสวัสดิการแต่ละด้านให้สมาชิก รวมทั้งการจ่ายสวัสดิการผู้ยากลำบากที่
ไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ที่ ต.บ้านขาม จ.ชัยภูมิ ได้มอบคูปองจ่ายสวัสดิการตลอดชีวิต ให้คนพิการที่
ยากลำบาก 2 คน (นำคูปองไปเบิกเงินสวัสดิการที่กองทุน) จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จ่ายสวัสดิการที่
เป็นสาธารณะประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นผลที่เกิดขึ้นชัดเจน สมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น
และอบต. เห็นความสำคัญในการให้การสนับสนุน
.. การเชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการระดับตำบลที่ก่อตั้งใหม่ กับฐานกลุ่มออมทรัพย์
กองทุนหมู่บ้าน สร้างความเข้าใจเรื่องสวัสดิการผ่านกองทุนที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดการเชื่อมโยง
บูรณาการกองุทน นำผลกำไรจากแต่ละกองทุน มาร่วมจัดสวัสดิการทำให้สมาชิกกองทุนต่าง ๆ เข้า
มาเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการระดับตำบลไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งหลายพื้นที่ที่มีการนำผลกำไรจาก
-22-
กลุ่มออมทรัพย์/กองทุนหมู่บ้าน มาจ่ายสวัสดิการวันละบาทให้สมาชิกกองทุน โดยมีการออมวันละ
บาทจากสมาชิกเพิ่มเข้ามาด้วย
2. การขยายผลสู่การจัดกองทุนสวัสดิการในตำบล/เมืองอื่น
2.1 การใช้พื้นที่ครู/พื้นที่ต้นแบบในการขยายผล จากการที่มีพื้นที่ ซึ่งมีการ
จัดสวัสดิการมาต่อเนื่องยาวนาน มีการพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ทำให้ชุมชน และหน่วยงานสนับสนุน
ต่าง ๆ ได้มาดูงาน แล้วกลับไปจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งพื้นที่ครูทั้ง 14 พื้นที่ ที่
ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ต่างก็ได้ร่วมทำให้เกิดการขยายการเรียนรู้เรื่องสวัสดิการชุมชนสู่พื้นที่ใหม่ ๆ
เป็นจำนวนมาก (แต่ไม่ค่อยได้มีการประมวลภาพรวมจากพื้นที่ต้นแบบว่าได้ทำให้ชุมชนที่มาดูงาน
ได้นำกลับไปขยายเป็นจำนวนเท่าไร)
2.2 การขยายผลโดยแกนนำชุมชนที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำให้การจัด
สวัสดิการชุมชนอย่างกว้างขวาง ไปเป็นวิทยากรนำเสนอเรื่องสวัสดิการชุมชนในเวทีประชุมสัมมนา
ต่าง ๆ ทั้งในส่วนของการสัมมนาของเครือข่ายชุมชน และการสัมมนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดสวัสดิการ ซึ่งเมื่อแกนนำซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยตรง เป็นผู้ที่ไปสร้างความรู้
ความเข้าใจ ก็จะทำให้เห็นรูปธรรมเกิดความเชื่อมั่นว่าเกิดประโยชน์ และชุมชนสามารถทำได้
โดยง่าย
2.3 การขยายผลผ่านกระบวนการจัดการความรู้ การใช้การจัดการความรู้
เป็นเครื่องมือทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง นำตัวอย่าง
รูปธรรมวิธีการดี ๆ จากพื้นที่หนึ่งไปสู่พื้นที่หนึ่ง ซึ่งมีความต่อเนื่องลึกซึ้งเป็นระบบกว่าการไปดูงาน
หรือแกนนำไปสร้างความเข้าใจเพียงอย่างเดียว ในช่วงที่ผ่านมาหน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงิน
ชุมชน มหาวิทยาลัยลักษณ์ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุน ได้มีบทบาท
ในการสนับสนุนการจัดการความรู้สวัสดิการชุมชน และทำให้เกิดการขยายผลภายในพื้นที่ และ
ระหว่างพื้นที่ในหลายแห่งที่เห็นรูปธรรมชัดเจน เช่น จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช ฯลฯ
2.4 การขยายผลผ่านเครือข่าย/ชมรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
ในพื้นที่ที่ อปท. มีการตื่นตัวในการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งงานพัฒนาโดยชุมชน
ในประเด็นต่าง ๆ ทำให้เกิดการรวมตัวเชื่อมโยงการทำงานกัน อย่างเช่น ชมรม อบต. ภาค
ประชาชน ในภาคอีสาน ซึ่งได้มีประชุมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการทำงานสนับสนุนชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในส่วนของวิธีการทำงานของ อบต. กรอบระเบียบ ข้อบัญญัติ ให้เอื้อต่อการสนับสนุนชุมชนได้
อย่างถูกต้องตามกฎหมายและความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการกระจายภารกิจของ อบต. ไปสู่ชุมชน
โดยการทำงานร่วมกับชุมชน ทำให้ อปท. ที่มาเชื่อมโยงกัน หรือ อปท. อื่นที่รับข้อมูลข่าวสาร ช่วย
ทำให้เกิดการขยายผลการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่ อปท. ต่าง ๆ มากขึ้น
2.5 การขยายผลผ่านช่องทางหน่วยงานภายในกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงที่ผ่านมามีบางพื้นที่ที่พัฒนาสังคมจังหวัด (พมจ.) ได้ร่วม
ทำงานสนับสนุนการจัดสวัสดิการโดยชุมชนจนเกิดผลงานด้านการจัดสวัสดิการร่วมกัน เช่น พื้นที่
-23-
จ.ร้อยเอ็ด ทำให้แกนนำชุมชน หรือ พมจ. สามารถนำเรื่องราววิธีการทำงาน และผลที่เกิดขึ้น ไป
สื่อสารสร้างความเข้าใจในเวทีประชุมสัมมนาหน่วยงานของกระทรวง ก็มีส่วนช่วยทำให้เกิดความ
เข้าใจ ความเชื่อมั่นในแนวทางนี้ และนำไปสู่การหาวิธีการทำงาน การวางแผนร่วมกัน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (นาย
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) ได้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน การทำงานโดยใช้พื้นที่
เป็นตัวตั้ง และประชาชนมีบทบาทสำคัญ ได้ทำให้หลายพื้นที่มีการเคลื่อนตัวเข้าหากันระหว่าง
หน่วยงานในกระทรวงกับเครือข่ายด้านสวัสดิการชุมชน ในบางพื้นที่ได้เริ่มมีการวางแผนการขยาย
การขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปด้วยกัน
2.6 การขยายผลโดยการตั้งเป้าหมาย วางจังหวะก้าวที่นำไปสู่เป้าหมาย
(Roadmap) ที่ชัดเจน แล้วร่วมกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้น เช่น เครือข่ายสัจจะวันละบาท
จังหวัดสงขลา ได้มีการตั้งเป้าหมายการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการปี 2550 ให้ครอบคลุมทุกตำบล
และแต่ละตำบลให้มีผู้เข้าร่วมถึงร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในการดำเนินการก็ได้มีการ
รณรงค์ให้สมัครเป็นสมาชิกครบทุกคนในครอบครัว เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี ได้
วางเป้าหมายไว้ว่า จากการสมทบงบกองทุนสวัสดิการชุมชนไปเครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ปีแรก 20
พื้นที่ ก็จะนำเงินไปสมทบกองทุนสวัสดิการปล่อยกู้ให้สมาชิก ปีที่สอง กลุ่มแรกจะคืนกองทุนพร้อม
ค่าบำรุงครั้งหนึ่งไปสู่เครือข่าย ซึ่งสามารถสนับสนุนกลุ่มใหม่ได้อีก 22 กลุ่ม ในปีที่ 2 และ 24 กลุ่ม
ในปีที่ 3 รวมทั้งหมด 66 กลุ่ม จังหวัดชัยภูมิมีกองทุนสวัสดิการที่ได้รับการสมทบงบประมาณแล้ว 4
ตำบล มีพื้นที่ที่มีกองทุนสวัสดิการ โดยไม่ได้สมทบงบ 5 ตำบล ตั้งเป้าการขยายผลร่มวหน่วยงาน
ในพื้นที่อีก 17 ตำบล ในปี 2550 และจะให้ครอบคลุมทุกตำบลในปี 2552
2.7 การขยายผลโดยผ่านเครือข่ายผู้สูงอายุ ในหลายพื้นที่ที่มีเครือข่าย
ผู้สูงอายุ ซึ่งมีประสบการณ์การจัดสวัสดิการร่วมกันมาก่อน เช่น กองทุนผู้สูงอายุจังหวัดละ 1 ล้าน
บาท หรือ การจัดสวัสดิการเฉพาะด้านของเครือข่ายผู้สูงอายุ (สวัสดิการฌาปนกิจ) ฯลฯ ได้มีการ
ขยายการจัดสวัสดิการไปสู่การจัดกองทุนสวัสดิการระดับตำบล ที่มีสมาชิกหลายวัย และประเภท
สวัสดิการหลากหลายขึ้น โดยผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกเครือข่ายใหญ่ นำแนวคิดเรื่องสวัสดิการไปขยาย
ในพื้นที่ตำบลของตนเอง พื้นที่ภาคกลางบน เช่น สิงห์บุรี ชัยนาท สระบุรี ฯลฯ เป็นพื้นที่ที่มีการ
ขยายการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบล จากฐานเครือข่ายผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ได้
มีแกนนำสวัสดิการชุมชนได้ไปสร้างความเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชน กับผู้สูงอายุที่บ้านบางแค
(ร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) ซึ่งได้จัดกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชนด้วย
นอกจากการเกิดกองทุนสวัสดิการ เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุแล้ว ผู้สูงอายุได้นำเรื่องสวัสดิการไปขยายใน
ชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ต่อไป
2.8 การขยายผลผ่านโครงการบ้านมั่นคง ในการจัดทำโครงการบ้านมั่นคง
ซึ่งจะต้องมีการออมทรัพย์ มีการจัดการทุนของตนเอง การจัดสวัสดิการจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่
ดำเนินการควบคู่กันไป เมื่อมีการขยายโครงการบ้านม่นคงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการจัดสวัสดิการใน
พื้นที่ที่ทำโครงการบ้านมั่นคงเกือบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงที่เทศบาลบางเทศบาลได้มีการ
-24-
สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เห็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น เทศบาลเมืองชุมแพ ฯลฯ ยิ่งทำ
ให้ชุมชนตื่นตัวเรื่องสวัสดิการและไปกระตุ้นให้นายกเทศมนตรีในแต่ละเมืองสนับสนุนกองทุน
สวัสดิการไปด้วย
วิธีการที่จะทำให้ อปท. สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน
จากการที่ขบวนการสวัสดิการชุมชน และพอช. ได้สร้างเงื่อนไขการสนับสนุนกองทุน
สวัสดิการชุมชนว่าจะต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้เกิด
การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน
ในระยะต่อไป แต่ในหลายพื้นที่ยังมีปัญหาข้อติดขัดในการประสานการสนับสนุนจาก อปท. ด้วย
สาเหตุต่าง ๆ ได้แก่ อปท. ไม่ได้รับรู้เข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชน อปท. รับรู้ เข้าใจ และเห็น
ประโยชน์ของสวัสดิการชุมชน แต่ไม่แน่ใจว่าสามารถตัดงบประมาณสนับสนุนกองทุนโดยตรงได้
หรือไม่ หรือบางแห่งถูกทักท้วงว่าไม่สามารถทำได้ หลายแห่งต้องรอการบรรจุในแผน และอยู่ใน
ข้อบัญญัติงบประมาณในปีถัดไป อปท. ไม่มั่นใจเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนเพราะยังเห็นผลไม่
ชัดเจน หรือสมาชิกที่เข้าร่วมมีจำนวนไม่มากนัก อปท. เกรงว่ากลุ่มที่ทำสวัสดิการชุมชนจะเป็น
คู่แข่งการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือมีความขัดแย้งจากการเลือกตั้งมาก่อน อปท. รับปากสนับสนุนใน
ฐานะนักการเมืองแต่ไม่ได้ดำเนินการตามที่รับปาก หรือแจ้งว่างบประมาณไม่เพียงพอ ฯลฯ
จากประเด็นปัญหาต่า ๆ ที่เกิดขึ้น ในหลายพื้นที่ได้มีประสบการณ์วิธีการทำให้ อปท.
สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนได้ในหลายวิธี ได้แก่
1. การสร้างความเข้าใจ ชักชวนให้นายก อปท. เข้าร่วมในการก่อตั้งกองทุนสวัดิการ
ชุมชน ตั้งแต่ต้น ซึ่งเมื่อ อปท. ได้รับรู้เข้าใจ มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง ตั้งแต่ต้น ก็จะพยายามหา
วิธีการสนับสนุน ซึ่งการสร้างความเข้าใจสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเชิญ อบต. ไปร่วมงาน
สัมมนาสวัสดิการชุมชน พร้อมกับชุมชนในระดับภาคหรือระดับชาติ การสร้างความเข้าใจผ่าน
เครือข่าย อบต. (ซึ่งการสื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่าง อปท. ด้วยกันเอง จะสามารถสร้างความ
เข้าใจได้ง่ายกว่า)
2. การออกข้อบัญญัติ อบต. ว่าด้วย สวัสดิการชุมชน นายก อปท. หลายพื้นที่ที่เห็น
ความสำคัญของเรื่องนี้ และเข้ามาเป็นแกนในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนด้วยตนเอง ได้หาวิธีที่
จะทำให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ถูกต้องตามกฎระเบียบกฎหมาย ได้แก่ การออก
ข้อบัญญัติว่าด้วย สวัสดิการชุมชน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. กำหนดแผนและ
ขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ที่เป็นการกำหนดอำนาจ
หน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (10) การสังคม
สงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งมี อบต. ที่ได้ออก
ข้อบัญญัติลักษณะนี้แล้ว เช่น อบต.สายนาวัง จ.กาฬสินธุ์ อบต.บ้านผือ อบต.หนองแวงโสกพระ
จ.ขอนแก่น ฯลฯ หรือในบางพื้นที่ไม่ได้ออกข้อบัญญัติว่าด้วยสวัสดิการชุมชน โดยตรงแต่เมื่อได้นำ
โครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนบรรจุในแผน อบต. และอยู่ในข้อบัญญัติงบประมาณ
ประจำปี ซึ่งเป็นการสนับสนุนโครงการให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการก็สามารถดำเนินการได้
-25-
3. การจัดกระบวนการรับรองสถานภาพองค์กรชุมชนร่วมกัน ในบางพื้นที่ อบต.
เห็นว่าหากสนับสนุนงบประมาณไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจทำให้ถูกครหาว่าเป็นการหนุนกลุ่ม
หัวคะแนน เมื่อในพื้นที่ตำบลได้มีการจัดกระบวนรับรองสถานภาพองค ์กรชุมชนร่วมกันระหว่าง
ชุมชน อปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ยืนยันว่ากลุ่มองค์กรที่ผ่านการรับรองสถานภาพมีตัวตน
ข้อมูล ผลการดำเนินงานที่ชัดเจน อบต. ก็สามารถสนับสนุนได้ถูกต้อง
4. การเชิญนายก อปท. เข้าร่วมงานประชุมใหญ่ สมาชิกกองทุนสวัสดิการ เชิญ
นายก อปท. เป็นผู้มอบสวัสดิการ รวมทั้งการเชิญเข้าร่วมงานมหกรรมสัมมนาเกี่ยวกับสวัสดิการ
ชุมชนในระดับภาค การไปร่วมดูงานในพื้นที่ประสบความสำเร็จในการจัดสวัสดการชุมชนท้องถิ่น
ร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ได้
5. การขยายกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีสมาชิกครอบคลุมครัวเรือนเกิน
ครึ่งหนึ่งของตำบล ในบางพื้นที่ช่วงที่กองทุนสวัสดิการมีสมาชิกจำนวนน้อย อปท. ยังไม่ได้ให้
ความสนใจ แต่เมื่อเห็นว่ามีสมาชิกจำนวนมาก และเกิดการจัดสวัสดิการสมาชิก หรือผู้ยากลำบากที่
ไม่ได้เป็นสมาชิกเห็นผลชัดเจน อปท. ก็หันมาให้การสนับสนุน รวมทั้งโอนถ่ายงานที่ อปท. ทำอยู่
เดิม เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถสนับสนุนได้จำนวนจำกัด เมื่อมาเชื่อมโยงกับ
กองทุนสวัสดิการชุมชน ทำให้การสนับสนุนได้จำนวนรายมากขึ้นด้วย
6. การประสานการทำงาน ให้ข้อมูลข่าวสารความก้าวหน้ากองทุนสวัสดิการให้
อปท. อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเข้าไปทำงานร่วมกับ อปท. เช่น ใช้สถานที่ที่ อปท. เป็นที่ทำการก็
จะทำให้เห็นกระบวนการทำงาน และความคืบหน้าผลการดำเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่าง
ต่อเนื่อง อปท. ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน
7. การจัดมหกรรมงานสัมมนาสวัสดิการชุมชนในระดับภาค หรือจังหวัด นำเสนอ
ผลงาน นิทรรศการสวัสดิการชุมชน โดยเชิญ อปท. และชุมชน ในพื้นที่ที่ยังไม่มีกองทุนสวัสดิการได้
เข้าร่วมเรียนรู้รูปธรรม ตัวอย่างการปฏิบัติของ อบต. อื่น ทำให้เกิดความเข้าใจ มั่นใจในการ
สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน
8. การทำให้เรื่องสวัสดิการชุมชนส่วนหนึ่งของงานที่ อปท. สนับสนุนอยู่แล้ว เช่น
ในชุมชนเมืองมีเทศบาลสนับสนุนแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งจะมีการวาง
แผนการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของชุมชน การพัฒนาสวัสดิการชุมชนถือเป็นส่วนหนึ่งของแผน
อย่างเช่น กรณีเทศบาลชุมชนที่ได้สนับสนุนการทำโครงการบ้านมั่นคงก็ได้สนับสนุนกองทุน
สวัสดิการชุมชนในช่วงต่อมา ซึ่งเมื่อพื้นที่ชุมชนเมืองอื่น ๆ เห็นตัวอย่างก็สามารถนำไปขยายสู่เมือง
อื่น ๆ ได้
9. การใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือ ในพื้นที่การจัดทำแผนชุมชนที่ อปท. ร่วมจัดทำ
แผนชุมชนตั้งแต่ต้น เมื่อเกิดแผนพัฒนาด้านสวัสดิการ โดยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เมื่อ
นำแผนชุมชนไปบรรจุอยู่ในแผน อปท. ในหลายพื้นที่ก็มีการสนับสนุนตามแผน
-26-
ประเด็นที่เป็นความเสี่ยงหรือข้อพึงระวังในการขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชน
แม้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมาชุมชนได้มีการขยายการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เกิด
อย่างกว้างขวาง ทำให้สมาชิกได้เข้าถึงสวัสดิการที่หลากหลาย เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแลคน
ยากลำบากในชุมชน รวมทั้งเกิดการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการ
สนับสุนนกองทุนสวัสดิการ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความเสี่ยงที่พบจากการติดตามความคืบหน้า
กองทุนสวัสดิการ มีดังนี้ คือ
1. การรับหรือลอกแบบวิธีปฏิบัติ แต่ไม่ได้รับแนวคิดไปด้วยทั้งชุด การขยายพื้นที่
สวัสดิการจากการที่ไปรับฟังแกนนำพูด หรือบอกต่อในบางพื้นที่ไม่ได้มีการทำความเข้าใจ
รายละเอียดสวัสดิการชุมชน ทำให้การนำไปปฏิบัติคลาดเคลื่อนจากฐานเรื่องสวัสดิการชุมชน ที่เน้น
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปเน้นเรื่องสิทธิประโยชน์สมาชิกเหมือนระบบประกันเอกชน เช่น
.. การนำเรื่องการออมเพื่อการให้ หรือการลดรายจ่ายมาเป็นสัจจะวันละ
บาท มีการหยอดกระปุกทุกวัน เก็บทุกเดือน เป็นการเก็บ รายปี เพื่อสะดวกในการ
จัดการ ทำให้บางพื้นที่สมาชิกลดลง เนื่องจากบางรายบอกว่า “ไม่เล่น” หรือ “ไม่ซื้อ”
หรือบางครอบครัวเป็นสมาชิกได้เพียงรายเดียว เพราะไม่มีเงินก้อนพอจ่าย
.. การสมทบเงินกองทุน เพราะแรงจูงใจเรื่องการได้เงินสมทบเป็น
สำคัญ เมื่อไม่มีการสมทบทำให้สมาชิกลดลง/ยุบเลิก
2. การตั้งอัตราการจ่ายสวัสดิการกรณีเสียชีวิตไว้ค่อนข้างสูง โ ด ย ก า ร ล อ ก
แบบจากกลุ่มอื่น เมื่อสมาชิกกองทุนมีจำนวนไม่มาก หรือผู้ที่มาเป็นสมาชิกสัดส่วนผู้สูงอายุจำนวน
มาก ทำให้เงินกองทุนที่จ่ายกรณีเสียชีวิต ตามอัตราที่กำหนดไว้เดิมอาจไม่พอ ซึ่งหลายกลุ่มเมื่อทำ
ไปแล้วเห็นปัญหานี้ก็ใช้วิธีการประชุมสมาชิก เพื่อขอมติเรื่องลดจำนวนเงินที่จ่ายกรณีเสียชีวิตลง
โดยไปจัดกิจกรรมสวัสดิการอื่น ๆ เพิ่ม (ต.หนองบัว จ.สุโขทัย) หรือกรณีของพื้นที่ จ.สงขลา และ
จังหวัดลำปาง ซึ่งได้มีนักวิชาการจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้เข้าไปศึกษาด้านคณิตศาสตร์
ประกันภัย ซึ่งคาดการณ์ว่าในอนาคตงบประมาณอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เป็น
สมาชิกกองทุนจำนวนมาก (ลำปาง) และโครงสร้างอายุประชากรอายุยืนมากขึ้น การจ่ายสวัสดิการ
กรณีนอนโรงพยาบาล เสียชีวิต บำนาญ จะสูงขึ้น ซึ่งในพื้นที่สงขลาได้มีการสร้างกติกาใหม่เพิ่มขึ้น
สำหรับผู้จะเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการ ควรจะเข้าเป็นครบทั้งครอบครัว เพื่อให้สมาชิกกระจายทุก
ช่วงวัย
3. การเชื่อมต่อกับฐานทุนเดิมในชุมชน การขับเคลื่อนขบวนการสวัสดิการชุมชน
ที่เริ่มใหม่ ส่วนใหญ่ใช้เรื่องการออมหรือการลดรายจ่ายวันละบาทเป็นเครื่องมือ ซึ่งส่งผลให้เกิดการ
ตื่นตัวและเกิดกองสวัสดิการชุมชนได้รวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามการออมวันละบาทอย่างเดียว
งบประมาณอาจไม่ครอบคลุมเพียงพอกับประเภทสวัสดิการที่วางไว้ และไม่ได้เชื่อมโยงกับฐาน
กองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งได้นำดอกผลส่วนหนึ่งมาจัดสวัสดิการอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากใช้เรื่อง
สวัสดิการทำให้เกิดการบูรณาการจัดการกองทุนร่วมกันในระดับตำบล โดยมีการออมวันละบาท
-27-
หรือสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทควบคู่กันไปหรือเข้าไปเสริม ก็จะทำให้ฐานทุนที่นำมาใช้ในการจัด
สวัสดิการมีความยั่งยืนมากขึ้น และเอื้อประโยช์แก่สมาชิกมากขึ้นโดยไม่ต้องไปเริ่มใหม่ทั้งหมด
4. การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การ
เริ่มต้นกองทุนสวัสดิการชุมชนจากในส่วนของชุมชนอย่างเดียว โดยที่ทาง อปท. ไม่ได้รับรู้หรือเข้า
ร่วมตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจกับ อปท. เป็นอย่างมากเพื่อให้ อปท.
สนับสนุนยิ่งในบางพื้นที่การเลือกตั้งท้องถิ่นมีการแข่งขันกันสูง หากชุมชนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ
อยู่ในฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้งก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน หรือเมื่อเป็นฝ่ายเดียวกันแล้วสนับสนุน
อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการสนับสนุนหัวคะแนน บางพื้นที่รับปากแต่ไม่ได้สนับสนุนจริง บางครั้งการ
เลือกตั้งท้องถิ่นส่งผลให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการของ อปท. ขาดความต่อเนื่อง แต่ในพื้นที่ที่
นายก อปท. ได้รับรู้ มีความเข้าใจเรื่องนี้ดี รวมทั้งเป็นแกนนำในการจัดกองทุนสวัสดิการ ก็จะทำให้
เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ในพื้นที่นายก อบต.มาให้การสนับสนุน
ในทุกด้าน ให้เจ้าหน้าที่ อบต. มางานให้กลุ่ม ทำให้สมาชิกต้องพึ่งพาโดยตลอด
นโยบายรัฐ และบทบาทของหน่วยงานในการสนับสนุนการจัดสวัสดิการโดยชุมชน
หลังจากการสัมมนา “สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งยืน” เมื่อเดือนกันยายน 2547 ที่
ขบวนการสวัสดิการชุมชนได้มีการขับเคลื่อนขยายตัวกว้างขวางขึ้น ในส่วนของระดับนโยบายรัฐ
และหน่วยงาน ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดสวัสดิการโดยชุมชน ได้แก่
1. ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ได้สนับสนุน
งบประมาณการจัดสวัสดิการชุมชน เพื่อให้สามาถเป็นระบบโครงข่ายทางสังคม (Social Safety
Net) รองรับคนจนได้ โดยในปี 2548 และปี 2549 ได้สนับสนุนงบประมาณให้สถาบันพัฒนาองค์กร
ชุมชน และศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.)
จำนวน 32.5 ล้าน และ 75 ล้านบาท ตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนโครงการจัดการความรู้
เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชนในส่วนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่หน่วยจัดการความรู้
องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยดำเนินการใน 5 พื้นที่
2. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้มีงาน 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ
จัดสวัสดิการโดยชุมชน คือ
2.1 ร่างแผนแม่บทการพัฒนาระบบการเงินฐานราก ซึ่งได้มีการร่วมกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแผนชุมชน ยกร่างแผนแม่บทพัฒนาระบบการเงินฐานราก ซึ่งตามแผน
ดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้องค์กรการเงินเป็นฐานในการจัดสวัสดิการชุมชน และการบูรณาการกองทุน
ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน โดยใช้สวัสดิการชุมชนเป็นตัวเชื่อมโยง ซึ่งแม้แผนดังกล่าวยังไม่ได้นำไปสู่
การปฏิบัติอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีส่วนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเงินฐานรากได้ให้
ความสำคัญกับสวัสดิการชุมชนมากขึ้น
2.2 การส่งเสริมการออมทรัพย์เพื่อการชราภาพ จากบทบาทของ
สำนักงานเศรษบกิจการคลังในด้านการพัฒนาการระดมเงินออม และกองทุนบำเหน็จบำนาญต่าง ๆ
ที่ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายคุ้มครองทางสังคม สร้างหลักประกันในยามชราภาพ แต่ในส่วนของแรงงาน
-28-
นอกระบบ หรือชุมชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึงกองทุนต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จึงได้มีการส่งเสริมการ
ออมเพื่อการชราภาพ โดยให้องค์กรการเงินฐานรากเป็นกลไกในการดำเนินการ ซึ่งเห็นว่าพื้นที่ที่มี
การจัดสวัสดิการโดยชุมชนมีศักยภาพที่พัฒนาระบบการออมเพื่อการชราภาพของชุมชนในอนาคต
ได้ ซึ่งแนวทางในการดำเนินการอาจแยกการบริหารจัดการออกจากกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งได้
ศึกษาวิจัยในพื้นที่ 14 แห่ง และได้เผยแพร่แนวคิดนี้สู่การทดลองปฏิบัติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4
โซน ลำปางโซนใต้ 4 ตำบล
3. มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพ
ชีวิตที่ดี ได้สนับสนุนโครงการการคลังเพื่อสังคมและสุขภาวะ ซึ่งได้มีการจัดเวทีสัมมนาผู้ที่เกี่ยวข้อง
กับองค์กรการเงินชุมชนและสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง
สวัสดิการชุมชน 2 เรื่องคือ กองทุนสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา และลำปาง : แนว
ทางการแบ่งงานกันทำระหว่างรัฐบาลกลาง อปท. และภาคประชาชน โดย ดร.วรเวศน์ฯ ซึ่งได้มี
การคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ดูความเป็นไปทางการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มา
จากสัจจะวันละบาท ในการจ่ายสวัสดิการทั้ง 9 ประเภท โดยนำเรื่องโครงสร้างประชากรมา
ประกอบการพิจารณา คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ซึ่งพบว่าในระยะยาว (15 – 20 ปี) ข้างหน้า
การออมวันละบาทจะไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่วางไว้ โดยเฉพาะในเรื่องบำนาญ
หรือพื้นที่ที่จ่ายเงินฌาปนกิจสูง และสัดส่วนสมาชิกเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก จะไม่สามารถจ่ายเงิน
ฌาปนกิจได้เพียงพอ ถ้าไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามาต่อเนื่อง จึงมีข้อเสนอเป็นทางเลือก เช่น การเพิ่ม
การออมมากกว่าวันละ 1 บาท การแยกเรื่องบำนาญออกต่างหาก รวมทั้งปัจจัยเรื่องการสมทบจาก
รัฐ และอปท. ด้วย ส่วนการศึกษาวิจัยอีกเรื่อง คือ การจัดสวัสดิการภาคประชาชนให้ครอบคลุมทุก
ช่วงวัย โดย ศ.ดิเรก ปัทศิริวัฒน์ ซึ่งจากผลการศึกษานี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายต่อไป
4. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หลังจากช่วงการจัด
สัมมนา “สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งยืน” กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้เริ่มให้ความในใจเรื่อง
สวัสดิการชุมชนมากขึ้น แต่ก็หยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) ได้มียุทธศาสตร์สังคมไม่
ทอดทิ้งกัน ยุทธศาสตร์สังคมเข้มแข็ง (ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม) และ
ยุทธศาสตร์สังคมคุณธรรม ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาโดยพื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนมีบทบาท
สำคัญ ซึ่งเห็นว่าเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นรากฐานที่สำคัญในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งนี้ กองทุน
สวัสดิการชุมชนจะต้องมีการขยายการดูแลผู้ยากไร้ในชุมชนที่นอกเหนือจากสมาชิกให้มากขึ้น เน้น
การบริหารจัดการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น ขยายจากสวัสดิการชุมชนสู่สวัสดิการสังคม ได้มีการ
ร่างแผนแม่บทสวัสดิการสังคมและชีวิตมั่นคงระดับฐานราก เสนอให้มีกองทุนส่งเสริมสวัสดิการ
สังคม โดยในช่วงต้นให้ใช้งบประมาณที่กระทรวงมีอยู่เดิม จัดทำโครงการนำร่องใน 12 จังหวัด โดย
จะเริ่มก่อนใน 4 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ลำปาง ขอนแก่น และจันทบุรี ซึ่งในระหว่างการดำเนินการได้
จัดให้มีการจัดการความรู้ควบคู่กันไป จากนโยบายดังกล่าวได้ทำให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมี
การตื่นตัว สนใจเรื่องสวัสดิการชุมชน ซึ่งในหลายพื้นที่ได้มีประสบการณ์ที่ พมจ. ได้ทำงานร่วมกับ
-29-
เครือข่ายสวัสดิการชุมชน จนสามารถขยายกองทุนสวัสดิการชุมชนได้กว้างขวางขึ้น อย่างเช่น จ.
ร้อยเอ็ด ฯลฯ ในช่วงปัจจุบันหน่วยงานสังกัดกระทรวงหลายหน่วยงานในภูมิภาคได้ร่วมกับ
ขบวนการสวัสดิการชุมชน
5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามพระราชบัญญัติ
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ ทำ หน้าที่สนับสนุนและ
ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกัน
สุขภาพในระดับท้องถิ่น ได้ตามความพร้อม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สปสช. ได้มีการส่งเสริมการจัดตั้ง
กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับ อบต. หรือเทศบาลขึ้นมา โดยคัดเลือกจาก อปท. ที่มี
ประสบการณ์ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพมีส่วนร่วมของไตรภาคี คือ อปท. ชุมชน และผู้
ให้บริการ โดยในปี 2549 ได้มีเป้าหมายพื้นที่นำร่อง 800 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งพื้นที่ทีมีการจัด
สวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว ได้มีการส่งเสริมให้เกิดกองทุนหลักประกันสุขภาพควบคู่กัน เช่น เครือข่าย
ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้านดอกคำใต้ จ.พะเยา 4 ตำบล ฯลฯ ในส่วนของ อบต. ที่มีฐานการ
สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน เช่น อบต. ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฯลฯ ในส่วนการ
สนับสนุนงบประมาณสมทบจาก สปสช. ได้คิดเฉลี่ย 37 บาท/คน/ปี
6. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในช่วงที่ผ่านมาได้มีองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น จำนวนหนึ่งได้ให้ความสำคัญให้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งแต่ละ อปท. ได้หา
วิธีการตามกรองกฎหมายเข้ากระจายอำนาจให้ อปท. มีบทบาทด้านสังคมสงเคราะห์ และการ
พัฒนาคุณภาพชีวิต หลายแห่งได้ดำเนินการในลักษณะของการสนับสนุนโครงการที่มีอยู่ใน
ข้อบัญญัติงบประมาณ บางแห่งได้ออกเป็นข้อบัญญัติขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วช่วง
ต้น ในส่วนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการที่จะทำให้
อปท. สนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วงนี้อธิบดีกรมส่งเสริมปกครอง
ท้องถิ่นได้มีนโยบายที่จะให้นำรูปแบบกองทุนสวัสดิการชุมชนจากพื้นที่ จ.สงขลา ขยายสู่พื้นที่อื่น ๆ
ให้กว้างขวางขึ้น และอยู่ระหว่างการทำหนังสือแจ้งแนวทางการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนให้
อปท. ได้นำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่
7. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้สนับสนุนการจัดสวัสดิการ
โดยชุมชน ตั้งแต่การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุโดยการสนับสนุนกองทุนผู้สูงอายุจังหวัดละ 1 ล้านบาท
ซึ่งส่งผลให้เกิดรูปแบบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุที่มีความหลากหลาย และมีความต่อเนื่องยั่งยืน
การจัดกองทุนสวัสดิการผู้นำ เพื่อดูแลคนทำงานในขบวนการพัฒนาองค์กรชุมชน การจัดสวัสดิการ
ด้านที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งสนับสนุนให้มีการจัดบ้านกลาง สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้
ยากไร้ในชุมชน โดยที่ชุมชนเป้นผู้จัดการดูแลกันเอง จนกระทั่งได้การสนับสนุนกองทุนสวัสดิการ
ระดับตำบล ที่ใช้งบประมาณจากศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) โดย
มีเงื่อนไขการสมทบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดระบบสวัสดิการของชุมชนท้องถิ่นใน
ระยะต่อไป
-30-
แนวทางการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้มุ่งเน้นการ
สนับสนุนให้เครือข่ายสวัสดิการชุมชนที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้เชื่อมโยงกันเป็น
ขบวนการ ร่วมกันวางฐานคิดแนวทางการขับเคลื่อน หลักเกณฑ์เงื่อนไขการสนับสนุน การ
จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดงานมหกรรมสัมมนาที่เปิดให้พื้นที่ที่จัดสวัสดิการโดยชุมชน
ได้นำเสนอผลงาน นิทรรศการชักชวนพื้นที่อื่น ๆ ทั้งในส่วนของชุมชน และ อปท. มาร่วม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด และการ
เชื่อมโยงแผนการพัฒนาสวัสดิการกับงานพัฒนาประเด็นอื่น ๆ เช่น บ้านมั่นคง การจัดการ
ทรัพยากร ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการพัฒนาองค์กรการเงินควบคู่กับการจัด
สวัสดิการ เพื่อนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาเชิงพื้นที่ให้มากขึ้น รวมทั้งการ
ผลิตสื่อเอกสาร สิ่งพิมพ์ วีดีทัศน์ เผยแพร่รูปธรรมการจัดสวัสดิการโดยชุมชนในรูปแบบ
ต่าง ๆ ให้เกิดการกระจายความรู้การจัดสวัสดิการชุมชนออกไปอย่างกว้างขวาง และการ
ประสานเชิงนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน
8. คณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงของมนุษย์ ในคณะอนุกรรมาธิการกิจการ
เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งครูชบ
ยอดแก้ว เป็นประธาน และครูมุกดา อินต๊ะสาร เป็นเลขานุการ และมีกรรมาธิการจากสมาชิก
สนช. และหน่วยงานอีก 8 คน ถือเป็นคณะหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็น
อย่างมาก ได้มีการวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนให้เกิดขึ้น
อย่างกว้างขวาง รวบรวมศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องการผลักดันกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อกาจัดกองทุนสวัสดิการชุมชน รวมทั้งการผลักดันนโยบายและบทบาทภาครัฐ ให้
มีบทบาทเชื่อมโยง หนุนเสริมการจัดสวัสดิการโดยชุมชนท้องถิ่น
นอกจากแนวโน้มทิศทางการจัดสวัสดิการใประเทศไทยที่ได้ให้ความสำคัญกับการจัด
สวัสดิการโดยชุมชนเป็นฐานสำคัญแล้ว ในส่วนของระดับนานชาติก็ได้มีการทบทวนเรื่องเหล่านี้กัน
เป็นส่วนใหญ่ จากการศึกษา ของ Prof. Midley มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบอร์กเลย์ ซึ่งได้
ประมวลนโยบายการจัดสวัสดิการของประเทศต่าง ๆ พบว่าในสถานการณืปัจจุบันแนวโน้มการจัด
สวัสดิการในรูปแบบรัฐสวัสดิการที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบการจัดในทุกเรื่องมีความเป็นได้ยากขึ้น
เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ ซึ่งไม่มีนักการเมืองที่กล้าจะตัดสินใจขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาจัด
สวัสดิการที่ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งทำให้ประชาชนขี้เกียจ รอรับสิทธิเรื่องสวัสดิการจากรัฐ
ในขณะที่ประเทศทุนนิยมเต็มรูปแบบซึ่งใช้ระบบประกันของเอกชนเป็นหลักในการจัดสวัสดิการ ก็
ทำให้คนยากจน เข้าไม่ถึงเนื่องจากมาสามารถซื้อบริการสวัสดิการต่าง ๆ ได้ ระบบที่จะมี
ความสำคัญในช่วงต่อไปในการจัดสวัสดิการก็จะเป็นลักษณะการจัดสวัสดิการที่ชุมชนท้องถิ่นมี
บทบาทสำคัญ หรือระบบ Micro Insurance ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม
การเมืองการปกครองของประเทศนั้น ๆ
-31-
ผู้เรียบเรียง
1. พรรณทิพย์ เพชรมาก
2. ศรีไพร บุญสังข์
3. เสาวลักษณ์ สมสุข
4. วริฎฐา แก้วเกตุ
5. บัณฑิต มั่นคง
6. รัชนี ประดับ
ผู้จัดทำข้อมูล
1. สุภาภรณ์ ดำรงพันธ์
2. ไชยพัฒน์ วรรณสุทธิ์
3. วันดี ไกรเทพ